
หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหัวใจขาดเลือด หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นั้น เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของสาเหตุการตายปัจจุบัน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น เพศชาย การสูบบุหรี่ ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการไม่ออกกำลังกายประจำ
อาการสำคัญ คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือเหนื่อยง่ายโดยเฉพาะในเวลาออกกำลังกาย ซึ่งในบางรายอาจเป็นแบบฉับพลัน และรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือที่เรียกว่า Heart Attack ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม
โรคนี้ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาอยู่ 3 วิธี คือ การรักษาด้วยยา การใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจรวมถึงการใส่ขดลวดในหลอดเลือดหัวใจ และการผ่าตัดนำหลอดเลือดดำที่ขา หรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอกมาตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตันทำทางเดินของเลือดใหม่ หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า การผ่าตัดบายพาส
1.การรักษาด้วยยา แต่ละบุคคลอาจจะได้รับยามากกว่า 1 ชนิด ขึ้นกับอาการ ยาโรคหัวใจจึงต้องปรึกษาแพทย์ บ่อยในช่วงแรก และหากเกิดปัญหาระหว่างรักษาไม่ควรหยุดยาเอง
ยารักษาโรคหัวใจกลุ่มลดการทำงานของหัวใจ และยาขับปัสสาวะ อาจจะทำให้ความดันโลหิตลดลง และทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ผลข้างเคียงอาจพบเกลือแร่เกลือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ และอาการไอ ได้ยา Digoxin หากได้รับเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติร่วมด้วย ส่วนที่สำคัญยากลุ่มละลายลิ่มเลือด ที่ต้องรับประทานตลอดชีวิตนั้น ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจากยาตัวนี้คือ ทำให้ปวดท้อง เพิ่มกรด และระคายเคืองในกระเพาะอาหารอาจใช้ยาเคลือบกระเพาะควบคู่ไปด้วย
2.การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด โดยทำการวินิจฉัยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ ตรวจภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบและทำการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน
การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ ทำโดยการสอดสายตรวจขนาดเล็กผ่านเข้าทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือหรือขาหนีบจนกระทั่งปลายสายไปถึงหลอดเลือดหัวใจ แล้วทำการฉีดสารทึบรังสีเข้าในหลอดเลือดหัวใจ พร้อมกับใช้เอกซเรย์บันทึกภาพของหลอดเลือดหัวใจแต่ละเส้นไว้ ก่อนทำการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวตลอดเวลา แต่จะไม่รู้สึกเจ็บปวดในขณะทำการตรวจ การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง แพทย์จะบอกผลการตรวจให้กับผู้ป่วยและญาติทราบ เพื่อตัดสินใจร่วมกันสำหรับเลือกวิธีการรักษา
ผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบเล็กน้อยอาจเหมาะสมกับการรักษาด้วยการรับประทานยา และในขณะที่ผู้ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบอาจเหมาะสมกับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน+/-การใส่ขดลวดค้ำหลอดเลือด หรือการผ่าตัดต่อหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงหรือจำนวนเส้นเลือดที่ตีบ
การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบตันผ่านสายสวน การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวน มีขั้นตอนเบื้องต้นเหมือนกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เพียงแต่ใช้สายนำ (Guiding catheter) ใส่ให้ปลายสายนำอยู่ในหลอดเลือดหัวใจ แล้วแพทย์จะสอดเส้นลวดขนาดเล็กกว่าผ่านสายนำเข้าไปจนกระทั่งปลายเส้นลวดผ่านเลยจุดตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจ แล้วใช้แรงดันทำให้บอลลูนกางออก แรงดันของบอลลูนจะผลักรอยตีบของหลอดเลือดหัวใจให้เปิดกว้างทำให้เลือดไหลผ่านได้สะดวกขึ้น เสร็จแล้วจึงดึงบอลลูนออกจากตัวผู้ป่วย
ข้อจำกัดของการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด ลักษณะการตีบบางอย่างไม่เอื้อต่อการทำบอลลูนอาจทำไม่สำเร็จ ไม่ปลอดภัย หรือได้ผลที่ไม่ดีนัก แต่ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวดก็คือ การตีบซ้ำกลับมาตรวจบริเวณเดิมที่ทำบอลลูน และใส่ขดลวดไว้ (Restenosis) ผู้ป่วยประมาณ 30%-40% มีโอกาสที่จะเกิดรอยตีบซ้ำในตำแหน่งเดิมภายในเวลา 6 เดือน ในขณะที่การใช้ขดลวดค้ำหลอดเลือดหัวใจสามารถลดโอกาสที่จะเกิดการตีบซ้ำของตำแหน่งที่ได้รับการถ่างขยายลงได้เหลือประมาณ 10%-15% ภายในเวลา 6 เดือน
3.การผ่าตัดบายพาส แพทย์จะนำเส้นเลือดดำจากขา หรือเส้นเลือดแดงจากแขน หรือผนังหน้าอก ไปต่อให้เป็นเส้นเลือดใหม่ ให้เส้นเลือดใหม่ต่อข้ามจุดที่ตีบตันข้ามไปหาหัวใจ หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะเจ็บหน้าอกน้อยลง ก่อนการผ่าตัดบายพาสจะต้องตรวจให้แน่ใจว่า มีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือไม่ การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้อง CCU ประมาณ 1-3 วัน จนกว่าจะพ้นระยะวิกฤติ การผ่าตัดบายพาสในปัจจุบันมีอัตราเสี่ยง 1-2% ยกเว้นผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือเกิดการช็อกจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจวายก่อนผ่าตัด เป็นต้น
การรักษาโรคหัวใจไม่ว่าจะด้วยวิธีใด จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ และเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ กรณีที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไขมันในเลือดสูง ต้องพยายามควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือดให้คงที่ และใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานมากที่สุด ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และเข้ารับการตรวจรักษากับแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น
โทร.0-2910-1600



