
เตือน!พรรคการเมืองอย่าเมินเสียงผู้สูงอายุ1ใน5มีสิทธิเลือกตั้ง
ประชากรผู้สูงอายุ 7.2 ล้านคนจากทั้งหมด 65 ล้านคน คือตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้เข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" อีกทั้งคาดการณ์ในปีพ.ศ. 2573 ประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มเป็นร้อยละ 25 (1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด) หรือ 17.8 ล้านคน เหนืออื่นใดกลุ่มผู้สูงอายุยังเ
นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) สะท้อนว่า ขณะนี้เป็นช่วงการเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง เห็นว่าทางพรรคการเมืองควรมีการนำเสนอประเด็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุให้ชัดเจน แม้ว่าในภาพรวมจะมีหลายพรรคการเมืองที่นำนโยบายด้านนี้อยู่บ้าง แต่เป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น ตนคิดว่านโยบายด้านผู้สูงอายุที่นำเสนอควรครอบคลุมในประเด็นเหล่านี้ ทั้งการพัฒนาผู้สูงอายุในด้านอาชีพและกิจกรรมต่างๆ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและเป็นประโยชน์ต่อดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งในบ้านและที่สาธารณะ การสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคม และต้องมีนโยบายด้านการประกันรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ เนื่องจากวัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีข้อจำกัดในการหารายได้ จึงควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมในเรื่องนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ควรมีนโยบายการจัดตั้งกองทุนเพื่อสวัสดิการโดยรวม เพื่อนำมาใช้ในการจัดสวัสดิการบริการสังคม ครอบคลุมในทั้งเด็ก สตรี ผู้พิการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น จัดทำสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดพิเศษเพื่อจำหน่ายในการหารายได้เข้ากองทุนเป็นการ เฉพาะ ซึ่งให้ได้จำนวนเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาพัฒนาสวัสดิการเหล่านี้ โดยกองทุนนี้จะบริหารโดยรูปแบบ "คณะกรรมการ" ที่ให้เอกชนเป็นผู้บริหาร นโยบายนี้คาดว่าจะนำเสนอในรัฐบาลหน้านี้
ขณะที่ ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล กรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ มองว่า แม้พรรคการเมืองบางพรรคได้นำเสนอนโยบายหาเสียงด้านผู้สูงอายุ แต่ยังไม่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายอื่นๆ เช่น นโยบายการเพิ่มค่าแรงให้แก่แรงงาน อาจเป็นเพราะพรรคการเมืองยังไม่เห็นความสำคัญของผู้สูงวัยเท่าที่ควร ทั้งที่ผู้สูงวัยเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากถึงร้อยละ 15 ของผู้มีสิทธิ์เหลือตั้ง หรือเกือบ 1 ใน 5 ของจำนวนผู้มีเสียงลงคะแนนทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่สนใจการเมืองอย่างมาก ดังนั้นพรรคการเมืองจึงไม่ควรมองข้ามกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังมีน้ำหนักในการช่วยเรียกคะแนนเสียง เพราะต่างมีลูกหลานที่คอยดูแลและได้รับประโยชน์จากนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ
"การนำเสนอนโยบายผู้สูงอายุของพรรคการเมือง ควรมีความชัดเจน และเป็นรูปธรรม เน้นใน 4 ประเด็น ดังนี้ 1.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 2.ส่งเสริมและพัฒนาหลักประกันรายได้สำหรับผู้สูงอายุ โดยเปลี่ยนจากเบี้ยยังชีพเป็นบำนาญที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องได้เท่าเทียม
3.ส่งเสริมช่องทางและโอกาสในการเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ และ 4.ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการดูแลผู้สูงอายุ ส่วนที่มีบางพรรคการเมืองเสนอนโยบายการตั้งสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุหรือเนิร์สซิ่งโฮมนั้นผมไม่เห็นด้วย และเป็นนโยบายที่ผิดทิศทาง เพราะแนวทางที่ถูกต้องคือต้องให้ผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน และให้คนในครอบครัวช่วยกันดูแล ยกเว้นผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัว" ศ.นพ.สุทธิชัย กล่าว
ศ.นพ.สุทธิชัย ยังแนะนำว่า รัฐบาลควรเพิ่มการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 7% เป็น 10% โดยนำ 3% ที่จัดเก็บเพิ่มนั้นมาเป็นงบประมาณในการดูแลสวัสดิการสังคม โดย 1% จะนำมาใช้สำหรับการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และ 2% ที่เหลือนั้น นำมาเป็นงบประมาณรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งการกำหนดเช่นนี้จะทำให้เรามีงบประมาณที่แน่นอนในการนำมาใช้ และยังถือเป็นการร่วมจ่าย เนื่องจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการเก็บภาษีจากประชาชนทุกคน
0 มูลนิธิ มส.ผส.0 รายงาน



