
อย่าซ้ำเติมชาวสวน"มังคุด"
ปั่นป่วนกันไปทั้งวงการ (เกษตร) หลังมีข่าวจีนตีกลับมังคุดไทยกว่า 5,000 ตัน โดยให้เหตุผลว่าใช้สารเร่งสุกเกินมาตรฐาน เดือดร้อนถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่างรีบตรวจสอบต้นตอของข่าวเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับผิดชอบดูแลต้นทางจากแหล่งผลิต ก็
หลังได้สั่งการไปยังคุณอุไร สุวรรณวงศ์ กงสุลฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยได้ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานตรวจสอบกักกันพืช หรือซีไอคิว ประจำมณฑลกวางตุ้งและเสิ่นเจิ้นในทันทีที่มีกระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น
ซึ่งผลการสอบถามพบว่ามังคุดไทยที่ส่งผ่านด่านซีไอคิวกวางตุ้งไม่มีอะไรผิดปกติ หรือพบสารเร่งสุกเกินมาตรฐานดังกล่าวแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันที่ด่านซีไอคิวประจำมณฑลเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นด่านนำเข้าผลไม้จากไทยมากที่สุดก็ไม่พบปัญหาเรื่องมังคุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นข่าวลือที่ออกมาดังกล่าวน่าจะเป็นการปล่อยข่าวเพื่อกดราคารับซื้อมังคุดจากเกษตรกร ซึ่งได้มอบหมายให้กงสุลฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว ตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่มาของข่าวที่เกิดขึ้นและข้อเท็จจริงให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปล่อยข่าวที่ไม่มีมูลความจริง
ที่จริงเรื่องนี้เกิดจากความเห็นแก่ได้ของพ่อค้าผู้ส่งออก (บางราย) ที่ต้องการปั่นราคารับซื้อมังคุดจากเกษตรกรชาวสวนให้ต่ำลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อจะขายได้กำไรให้มากที่สุด ยิ่งรับซื้อในราคาต่ำมากเท่าไหร่ กำไรก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หลังที่ปีนี้ข่าวว่าจีนมีออเดอร์มังคุดไม่อั้นและยังให้ราคาที่สูงด้วย
ซึ่งผมเพิ่งได้รับทราบข้อมูลเรื่องนี้จากผู้ส่งออกผลไม้ 2-3 ราย ต่างให้รายละเอียดที่ตรงกัน เพราะไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ส่วนใหญ่ได้รับความมัวหมองไปด้วย โดยระบุว่า มีผู้ส่งออก (มือใหม่รายหนึ่ง) ที่มีสายป่านไม่ยาว ทำธุรกิจส่งออกมังคุดไปยังจีน แต่กว่าจะถึงที่หมายต้องใช้เวลานาน และต้องผ่านด่านภาษีที่เข้มงวด พูดง่ายๆ ต้องมีเบี้ยบ้ายรายทาง แต่ด้วยที่ทุนไม่หนาพอและไม่อยากขาดทุน จึงนำของกลับมาเอง แล้วมาอ้างว่าสินค้าถูกจีนตีกลับเป็นเพราะเกษตรกรชาวสวนมังคุดใช้สารเร่งสุกเกินมาตรฐาน
เป็นควาามเจ้าเล่ห์ของพ่อค้าบางราย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่สามารถประเมินค่าได้ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่ปีนี้ต่างคาดกันว่าจะสามารถลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะราคามังคุดปีนี้สูงเป็นประวัติการณ์ เฉพาะราคารับซื้อหน้าสวนก็ปาเข้าไปเกือบ 100 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว อย่ามาซ้ำเติมกันอีกเลย ขอให้ปีนี้เป็นปีทองของชาวสวนผลไม้สักปีเถอะครับ
ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ถ้าจะตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่มาของข่าว ไม่ต้องไปไกลถึงนครกวางโจวหรอก ให้สอบถามจากผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยด้วยกันเองนั่นแหละแล้วจะทราบถึงที่มาที่ไป และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดครับ!
"สุรัตน์ อัตตะ"



