ไลฟ์สไตล์

ดื่มกินศิลปะที่“บาเซิล”

ดื่มกินศิลปะที่“บาเซิล”

05 มิ.ย. 2554

สวิสสัญจรยังไม่รูดม่านลงง่ายๆ บังเอิญว่ารางรถไฟทอดยาวแผ่คลุมไปทั่วประเทศซะด้วย นอกจากเจนีวาและเซอร์แมท สวิสยังมีอีกหลายเมืองที่น่าเที่ยว หนึ่งในนั้นคือเมืองศิลปะอย่าง บาเซิล

สำหรับคนนิยมดื่มกินศิลปะเป็นอาหารเสริม บาเซิลเป็นเมืองที่คุณควรดั้นด้นไปหา ซึ่งเรื่องเดินทางก็ไม่เป็นปัญหา หลังจากเรือบินของสายการบินเอทิฮัด (0-2253-0099) พาไปปล่อยที่เจนีวา  ฉันก็ถือสวิส พาสเดินดิ่งไปขึ้นรถไฟ (www.raileurope.co.th) ซึ่งใช้เวลาควบแค่ 2 ชั่วโมงครึ่ง ม้าเหล็กอันแสนสะอาดสะอ้านก็ชะลอตัวพาเข้าเทียบชานชาลาเมืองบาเซิล

  บาเซิลเป็นเมืองที่คนรักศิลปะชอบไปฝังตัวกัน คลิกเข้าไปในเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) เพื่อควานหาเรือนพัก ก็พบว่าทั่วทั้งบาเซิลมีโรงแรมให้เลือกอย่างหลากหลายราคา ขนาดเปลี่ยนแผนฉุกละหุกจองที่พักก่อนเดินทางไปแค่วันเดียว ยังมีที่พักให้จองได้ด้วย แถมยังราคาถูกที่สุดอีกต่างหาก สมควรจะเป็นขาประจำของอโกดามั้ยล่ะ
 
 ที่สถานีรถไฟประจำเมืองมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีทั้งแผนที่ ข้อมูล และเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามทุกข้อสงสัยของทุกคน จากสถานีรถไฟเข้าตัวเมือง ถ้าเดินก็อาจต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที  แต่เพราะมีสวิส พาส เรื่องอะไรจะเดินเมื่อย กระโดดตัวปลิวขึ้นรถรางเข้าตัวเมือง แค่ 5 นาทีก็ถึงใจกลางเมืองเก่าแล้ว

 อยู่เมืองอื่นของสวิตเซอร์แลนด์เราอาจจะได้ยินเขาส่งภาษาฝรั่งเศสกัน แต่พอมาถึงบาเซิลกลายเป็นภาษาเยอรมันไปซะแล้ว ทั้งที่เป็นเมืองที่มีพรมแดนติดกับทั้งเยอรมันและฝรั่งเศส  

 ที่นี่เป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นอันดับสามของสวิส มีชื่อชั้นเป็นเมืองอุตสาหกรรม โดดเด่นทางการแพทย์และการผลิตยา

ถึงจะใหญ่แต่ก็รื่นรมย์เอาเรื่อง อาจจะเป็นเพราะเป็นเมืองที่ทอดตัวอยู่ริมแม่น้ำไรน์ แถมเป็นเมืองศิลปะอีกต่างหาก บาเซิลเลยกลายเป็นเมืองที่รุ่มรวยอารมณ์สุนทรีย์ประจำสวิตเซอร์แลนด์

 ดูเอาเถอะ  ขนาดเป็นเช้าวันอาทิตย์ ที่ร้านรวงปิดกันเงียบ แต่ผู้คนกลับพากันตื่นแต่เช้ามาต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอเข้าไปดูละครกันที่โรงละครประจำเมือง ซึ่งโรงละครของบาเซิลนั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงละครที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปเลยก็ว่าได้ 

 นอกจากบาเซิลจะมีโรงละครเอาไว้ให้ผู้คนได้ตักตวงความสุนทรีย์ ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะพวกพิพิธภัณฑ์ศิลปะจะมีมากเป็นพิเศษ แต่ที่โด่งดังหน่อยก็เป็น พิพิธภัณฑ์คุนสท์ ที่จัดงานศิลปะในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20  ซึ่งใกล้ๆ กันเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณและของเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นสมัยโรมัน กรีก รวมถึงอียิปต์โบราณ  แต่ไม่ว่าพิพิธภัณฑ์ไหนฉันก็เข้าฟรี เพราะพกสวิส พาสอยู่ในกระเป๋า ก็อย่างที่บอกว่า สวิส พาสใช้เดินยืดเข้าพิพิธภัณฑ์ทั่วสวิสกว่า 400 แห่งได้ฟรี เฉพาะในตัวเมืองบาเซิลก็มีมากกว่า 20 แห่งแน่ะ เรียกว่าดูกันอิ่มไปข้าง

 เขาบอกว่าแม้แต่คนบาเซิลเองก็นิยมเข้าออกพิพิธภัณฑ์กันทุกวันอาทิตย์  เพราะวันอาทิตย์ร้านรวงปิด  ไม่มีอะไรให้ช้อปปิ้ง เขาก็พากันเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อชมงานศิลปะ  แต่ฉันเลือกไปเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีการจัดแสดงของโบราณเก่าแก่มากมายในยุคกลาง เหรียญเก่าแก่ ภาพเขียน เครื่องดนตรี เครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้อง และเฟอร์นิเจอร์

 ในย่านเมืองเก่าของบาเซิลยิ่งน่าสนใจ เพราะเป็นเมืองเก่าในยุคกลางที่มีสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก มีรถรางเก่าแก่วิ่งผ่านใจกลางเมือง การจะทำความรู้จักกับเมืองเก่า เดินเท้าเป็นวิธีที่เวิร์กที่สุด  เพราะความที่เป็นเมืองเก่าที่ไม่ใหญ่มาก

 และย่านใจกลางของเมืองเก่าก็อยู่ที่ จัตุรัสมาร์คพลาซ์ ลานกว้างที่มีศาลาว่าการสีแดงสดสร้างช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่อย่างโดดเด่น  เดิมทีอาคารหลังนี้เคยเป็นวังเก่ามาก่อน แต่ได้รับการบูรณะปรับปรุงใหม่ให้สวยสดอย่างทีเห็น ทุกวันนี้ยังคงใช้เป็นศาลาว่าการ ส่วนลานกว้างด้านหน้าปกติถ้าเป็นวันจันทร์ถึงเสาร์จะมีตลาดนัดย่อมๆ มาเปิดแผงขายดอกไม้ ต้นไม้ ผักผลไม้ ขนมปังและอาหารการกิน แต่บังเอิญวันที่ไปถึงเป็นวันอาทิตย์พอดี พ่อค้าแม่ขายเลยพากันพักผ่อน จัตุรัสเลยว่างโล่ง ชีวิตชีวาบอกลาจัตุรัสไปแต่สีสันยังคงแต้มอยู่บนอาคารร้านรวงที่อยู่รายรอบ

 ในเขตเมืองเก่า ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นไฮไลท์ของบาเซิลเลยก็ว่าได้ ที่นั่นคือ วิหารมึนสเตอร์ ที่อยู่บริเวณจัตุรัสมึนเสตอร์ส ไม่รอช้า  จากจัตุรัสมาร์คพลาซ์ส ฉันเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบๆ ตามป้ายที่มีบอกทิศทางทั่วทั้งเมือง

 มึนสเตอร์เป็นโบสถ์หินสีแดงที่ทอดตัวอยู่ริมแม่น้ำไรน์สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13  จากนั้นก็เกิดแผ่นดินไหว สร้างความเสียหายให้โบสถ์แห่งนี้อย่างหนัก แต่มาบูรณะฟื้นฟูขึ้นใหม่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 ก่อนเข้าหลายคนก็พากันแหงนหน้าดูรูปสลักหินแบบโรมันที่อยู่หน้าประตู แต่พอเข้าสู่ด้านในวิหาร นอกจากความเข้มขลังของโบสถ์  ยังมีมุมที่น่าสนใจอย่างอนุสรณ์สถานของนักปรัชญาชื่อดังอย่าง อีรัสมัส นอกจากนี้ ยังมีแท่นอ่านพระคัมภีร์สลักเอาไว้อย่างดงาม รวมถึงมีสุสานใต้ดินด้วย
 
 ออกจากวิหารมึนสเตอร์ยังไม่รีบร้อนไปไหน เลยไปเดินทอดอารมณ์บนสะพานข้ามแม่น้ำไรน์อยู่พักใหญ่  จึงได้เห็นบาเซิลในมุมสบายตา เคยเห็นภาพในช่วงหน้าร้อน ผู้คนจะใส่ชุดว่ายน้ำมาเล่นน้ำกันตามริมฝั่งแม่น้ำไรน์  แต่ในช่วงปลายฤดูหนาวแบบนี้ คงยากที่จะเห็นภาพแบบนั้น  มีแค่ผู้คนเดินหรอมแหรมออกมาตากหนาวกัน

 ถึงวันอาทิตย์ร้านรวงจะปิดกันซะเป็นส่วนใหญ่ แต่พวกร้านอาหารก็ยังเปิดกัน เลยพอเห็นว่าอาหารการกินที่นี่เขาก็มีให้เลือกมากหน้าหลายตาอยู่ แต่อย่างที่รู้กันว่าสวิส ก็ขึ้นชื่อเรื่องฟองดู กับช็อกโกแลต

 ฟองดูที่นี่เขาก็มีให้เลือกกินกันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชีส ฟองดู หรือช็อกโกแลต ฟองดูก็มี  แต่ฟองดูชีสแบบต้นตำรับที่ชาวสวิสเขานิยมกินกันคือเอาชีสหลายอย่างมาละลายรวมกันพร้อมกับใส่ไวน์ขาวลงไปในหม้อชีสร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังและบางทีก็มีเครื่องเคียงอย่างอื่น เช่น เนื้อสัตว์ มะเขือเทศ มะกอก หอมหัวใหญ่ และผักชนิดอื่นๆอ แล้วชีสที่นี่ก็รสชาตินุ่มลิ้นไม่เบาซะด้วย

 นอกจากฟองดู สวิสยังมีอาหารให้เลือกชิมอีกมากหน้าหลายตา ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมผสมผสาน ทั้งฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี  แต่ละท้องถิ่นก็จะมีอาหารการกินที่แตกต่างกันไป

 พวกไส้กรอกก็เป็นอาหารยอดนิยมของที่นี่ นอกจากนี้ก็ยังมีมันฝรั่งบด บางทีก็เป็นพวกมันฝรั่งขูดเป็นแผ่นเอามาทอดกับเนยให้กรอบ บางโซนเขาก็นิยมพวกมะกะโรนีและขนมปังราดหน้าด้วยชีส  อีกเมนูหนึ่งก็เป็นเนื้อลูกวัวย่างราดด้วยซอสส่วนช็อกโกแลตเนี่ยหาง่ายมากเลย 

บาเซิลที่สัมผัสได้ในวันนี้ อาจอยู่ในอารมณ์หนาวเคล้าเหงา แต่ก็สมแล้วที่ใครๆ พากันบอกว่า นี่คือหนึ่งในเมืองสวยของยุโรปที่ควรไปเยี่ยมเยือน

กาญจนา หงษ์ทอง