ไลฟ์สไตล์

“ธรรม จตุนาม”บอดแค่ตาหัวใจเกินร้อย

“ธรรม จตุนาม”บอดแค่ตาหัวใจเกินร้อย

05 มิ.ย. 2554

“คนทุกคนบนโลกใบนี้ ต่างมีหน้าที่ มีศักยภาพ และความรู้ความสามารถไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ใครจะดึงความรู้ความสามารถของตัวเองมาใช้ได้มากขนาดไหน เช่นเดียวกับคนพิการ แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกาย แต่คนพิการทุกคนสามารถดูแล

ช่วยเหลือตัวเองได้ และมีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถที่จะช่วยเหลือประเทศชาติ พัฒนาสังคมได้เหมือนกัน” มุมมองความคิดในการใช้ชีวิตของ อาจารย์ตุ้ม ธรรม จตุนาม ผู้พิการทางสายตา ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนคนตาบอด วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)

 อาจารย์ตุ้ม เติบโตในครอบครัวชาวไร่ชาวนา ไม่ได้พิการมาแต่กำเนิด แต่ผลพวงของโรคไข้สมองอักเสบ ทำให้กลายเป็นคนตาบอดที่อยู่ในโลกมืดมาตลอดตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่ได้กำลังใจจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะพ่อแม่ พี่น้อง การช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ในที่สุดยอมรับสภาพของตนเองได้ จึงไปฝึกการเรียนรู้ชีวิตอย่างคนตาบอด เพื่อดูแลตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง และได้รับความช่วยเหลือทุนการศึกษาจากมูลนิธิคนตาบอด สนับสนุนให้ได้เรียนหนังสือ จนเป็นอาจารย์ดั่งที่ตั้งใจไว้

 อาจารย์ตุ้ม เปรียบอุปสรรค ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองเหมือนเดินหลงป่า แต่หากมีสติ มีใจสู้ เชื่อว่าคนเราทุกคนสามารถเดินออกจากป่าได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาแตกต่างกัน และด้วยความเชื่อมั่นว่าการศึกษา สามารถพัฒนาชีวิตของคนให้ดีขึ้นได้ หาทางออกจาากป่าได้ง่ายขึ้น ทุกวันเขาพยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทักษะต่างๆ ให้แก่ตนเองอยู่เสมอ

 จนได้มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนเรียนร่วม ต่อมาสอบระดับอุดมศึกษา และจบปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, จบปริญญาโท คณะศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขางานบริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) และขณะนี้กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่สถาบันเดียวกัน

 “คนพิการทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เช่น ผมไม่ได้เป็นเพียงครูที่สอนคนพิการ หรือตาบอด อย่างเดียว หากมีเวลาว่างผมจะไปวิ่งมาราธอน ซึ่งเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่งของคนพิการ เชื่อว่าหากใครมีความมุ่งมั่นจะสามารถทำได้เช่นเดียวกัน หรือในช่วงปิดเทอม ไปเรียนรู้ ฝึกทักษะอาชีพ อย่างขายลอตเตอรี่ เล่นดนตรี ซึ่งทุกอาชีพสามารถสร้างรายได้แก่คนพิการจำนวนมาก ดังนั้น ความพิการ หรือข้อจำกัดของร่างกายไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในการใช้ชีวิตหรือประสบความสำเร็จ”

 อาจารย์ตุ้ม เล่าต่อว่า ตั้งแต่เป็นครู ทำให้ชีวิตของเขามีคุณค่ามาก ได้ถ่ายทอดความรู้แก่นักศึกษา ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ การใช้ชีวิตให้แก่ผู้พิการคนอื่น ได้รู้จักใช้ชีวิตอย่างพึ่งพาตนเอง มีรายได้จุนเจือครอบครัว ปัจจุบันสังคมได้เปิดโอกาสให้แก่คนพิการมากขึ้น อยากให้คนพิการทุกคนลุกขึ้นสู้ อย่ามองเพียงแต่ตัวเอง ให้มองสิ่งดีที่อยู่รอบข้าง มองโอกาสที่จะได้รับ และใช้ความคิด สติปัญญาในการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น อย่ามัวแต่นั่งรอ ทำร้ายจิตใจของตัวเองให้แย่ลงตามร่างกายที่พิการ

 “แม้คนเราจะมองไม่เห็น ตาบอด แต่หากใจของเราไม่บอด ใครๆ ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น ขณะเดียวกันคนปกติ แต่ใจบอด การอยู่ร่วมกันในสังคมย่อมเป็นไปได้อยาก ผมอยากให้คนในสังคมเปิดใจยอมรับ เปิดโอกาสแก่คนพิการได้ใช้ชีวิตร่วมอยู่บนโลกใบนี้ ได้มีเวทีสร้างศักยภาพ ได้เรียนหนังสือ ช่วยแบ่งเบาภาระของสังคม แม้ว่าจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายแก่คนพิการ แต่หากไม่มีน้ำใจ ไม่มีการช่วยเหลือ เกื้อกูล คนพิการก็จะอยู่ร่วมสังคมได้ยาก” อาจารย์ตุ้ม กล่าว

 ชีวิตของคนหนึ่งคน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีทั้งสุข ทุกข์ และข้อจำกัดของร่างกาย อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล จิตใจอ่อนแอลงได้ สำหรับอาจารย์ตุ้ม แรงบันดาลใจ กำลังใจ และการได้ทำงานเพื่อสังคม โดยการเป็นครู สั่งสอน ให้ความรู้แก่นักศึกษาพิการ เพื่อออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และพัฒนาสังคม ประเทศชาตินั้น เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพมากขนาดไหน และซึ่งทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับเขา หากไม่ปิดกั้นโอกาสของตัวเอง

 อย่างไรก็ตาม ยังมีคนพิการมีอีกหลายประเภทที่ยังไม่ได้รับโอกาสและความช่วยเหลือจากสังคม โดยเฉพาะคนพิการทางด้านร่างกาย ขณะนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ร่วมกับสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการรณรงค์จัดหารถเข็นสำหรับคนพิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งผู้ที่มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินสมทบในการจัดหารถเข็น และรถสามล้อโยกได้ที่โทร.0-2354-6236

       0 ชุลีพร  อร่ามเนตร 0