
ยางซ่อมแซมตัวเอง"งานนี้ ไม่มีแบน"
เมื่อเร็วๆ นี้ มิชลิน แห่งฝรั่งเศส จัดกิจกรรมระดับโลก "มิชลิน ชาเลนจ์ บีเบนดัม 2011" ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ของบรรดาค่ายรถและชิ้นส่วนระดับโลกที่จะไปแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ พลังงานทดแทน การประหยัดและความปลอดภัย มิชลินถือโอกาสเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ถึง 5 รูป
ในจำนวนเทคโนโลยีที่แสดง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องยางรถยนต์เท่านั้น แต่เป็นเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทางออกในการแก้ปัญหาที่การขนส่งทางถนนที่เรากำลังเผชิญอยู่
หนึ่งในนวัตกรรมของมิชลินที่โดดเด่นและได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานจำนวนมากสุด คือ "ยางรถยนต์ซ่อมแซมตัวเองได้"
ยางรถยนต์ซ่อมแซมตัวเองได้ หรือ Self-Repairing Tire พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถ ที่ต้องการทั้งความปลอดภัยและความประหยัด โดยยางรุ่นนี้สามารถขับทับตะปูได้โดยไม่สูญเสียแรงดันลมยางแม้แต่น้อย เพราะผลิตขึ้นจากยางผสมหรือยางคอมพาวนด์ (Rubber Compound) ชนิดพิเศษ ซึ่งสามารถอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้นในดอกยางได้เองในทันที โดยไม่ส่งผลต่อสมรรถนะ หรือการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัย ความทนต่อการสึก ซึ่งหมายถึงระยะทางโดยรวมไม่เสียไป อีกทั้งยังรักษาคุณสมบัติอื่นๆ ที่ยางรถยนต์ทั่วไป มีไว้ได้อย่างครบถ้วน
สำหรับวัสดุที่เป็นยางผสม ที่มีคุณสมบัติซ่อมตัวเองเป็นวัสดุรุ่นใหม่ มีคุณสมบัติคือมีความคงตัวสูง จะไม่ “ตก” ไปอยู่ทางด้านล่างของยาง เหมือนอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเดิมนั้นมีวัสดุที่ฉีดเคลือบเข้าไปเพื่อเคลือบภายในสำหรับยางซ่อมแซมตัวเอง แต่เกิดการไหลกองภายใน อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี เช่น เมื่อจอดรถทิ้งไว้นานๆ นอกจากนี้ ยังไม่ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนขณะใช้งานและไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องแรงต้านการหมุน (RR) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
โดยเฉลี่ย ยางรถยนต์จะเกิดอาการรั่วซึมทุกๆ 75,000 กิโลเมตร เมื่อใช้งานในกลุ่มประเทศแถบยุโรป และทุกๆ 3,000 กิโลเมตร เมื่อใช้งานบนท้องถนนในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมยางรถยนต์ซ่อมแซมตัวเองได้นั้นมีโอกาสเติบโตสูงในตลาดเกิดใหม่
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากบนท้องถนนในประเทศจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีผู้คนเข้าถึงการสัญจรได้มากขึ้น และนี่เป็นโอกาสทางการตลาดสำหรับนวัตกรรมยางรถยนต์ซ่อมแซมตัวเองได้
มิชลิน ชาเลนจ์ บีเบนดัม...นวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน
งาน “มิชลิน ชาเลนจ์ บีเบนดัม” (Michelin Challenge Bibendum) ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้ระบบการสัญจรมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้น ในงานมีการประชุมระดับนานาชาติเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืน เป็นงานเดียวในโลกที่นำผู้ผลิตรถยนต์และรถบรรทุก นักวิชาการ ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้จัดหาพลังงาน สถาบันวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชน มารวมตัวกันเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมในการพัฒนาการคมนาคมขนส่งให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นในอนาคต มิชลินมองว่า การจัดการปัญหากับสิ่งที่ท้าทายในการสัญจรอย่างยั่งยืนมี 2 วิธีด้วยกัน คือ การจัดงาน ‘มิชลิน ชาเลนจ์ บีเบนดัม’ เพื่อเป็นเวทีพบปะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการคมนาคมขนส่งทางถนนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ออกแบบ พัฒนา หรือปฏิบัติตามแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งมุ่งทำให้ยานยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น
ในอีกราว 30 ปีข้างหน้าหรือเร็วกว่านั้น จำนวนรถยนต์บนท้องถนนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่ามาอยู่ที่มากกว่า 1,500 ล้านคัน ตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เป็นสัญญาณของความก้าวหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นมีกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนกลุ่มใหม่ๆ เข้าถึงระบบการสัญจรมากขึ้น ผู้ได้รับประโยชน์จากการสัญจรกลุ่มใหม่เหล่านี้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น และสะดวกมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการสัญจรกับความทันสมัย โดยความก้าวหน้าทางเทคนิคและพัฒนาการทางสังคมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันสำหรับวิธีที่ 2 คือ การที่มิชลินเข้าไปมีบทบาทโดยตรงในการหาหนทางเพื่อนำไปสู่การสัญจรที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ยางทุกเส้นและนวัตกรรมใหม่ๆ ของมิชลินล้วนผลิตขึ้นโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาที่ว่า
ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่มิชลินออกแบบมีเป้าหมายเดียวกันเสมอคือ การขนส่งผู้คนและสินค้าจำนวนมากที่สุดให้ได้ระยะทางไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างปลอดภัย โดยใช้วัสดุต่างๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



