
นักทำโพลล์เห็นพ้องปชป.-พท.สูสี
นักวิจัยโพลล์หลายสำนัก เห็นคล้อยตามกัน "ปชป.-พท." สูสี ยอมรับ โพลล์ล็อกผลได้ เสียงแตก ห้ามเผยแพร่ผล 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง "นพดล" เตือนระวัง โพลล์ "ทาส-เทียม-ปลุกระดม"
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้จัดเสวนาโต๊ะกลม “กรุงเทพธุรกิจฟอรั่ม” ในหัวข้อ “การเมืองเรื่องโพลล์โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายนพดล กรรณิกา จากเอแบคโพลล์ นายสุขุม เฉลยทรัพย์ จากสวนดุสิตโพลล์ นายพาชิตชนัต ศิริพานิช จากนิด้าโพลล์ นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว จากธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ และ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
"นพดล” เตือนระวัง โพลล์ “ทาส - เทียม - ปลุกระดม”
นายนพดล กล่าวว่า การทำโพลล์นั้นจะเริ่มจากความสนใจของนักวิจัยและความสนใจของสังคม และการชี้แนะของประชาชาชน จากนั้นจึงเขียนวัตถุประสงค์ และหาทฤษฏีรวมทั้งเลือกตัวอย่างในการวิจัย และนำมาสู่การตั้งคำถามในการวิจัย และออกแบบคำถามที่จะใช้ในการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง แต่ก่อนจะนำไปใช้จริงต้องทดสอบเสียก่อนว่า ใช้ได้จริงหรือไม่ หรือมีความผิดพลาดอย่างใดหรือไม่ ต่อมาก็จะดูว่าจะต้องใช้ตัวอย่างในการวิจัยอย่างไร
ทั้งนี้ สูตรทั่วไป จะมีการสุ่มรายชื่อจากผู้ที่เกี่ยวข้องขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะไม่ได้ผลการสำรวจที่แน่นอน โดยของเอแบคโพลล์นั้น จะมีระบบการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมีระบบฐานข้อมูลแบบใหม่ โดยแบ่งเป็นระดับภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน แล้วมาวาดแผนที่มีครัวเรือนอย่างไร จากนั้นจึงจะมาเลือกคนที่จะสอบถาม
นายนพดล กล่าวว่า โพลล์ที่น่ากลัวมีสามประเภท 1.โพลล์ทาส ซึ่งเป็นโพลล์ที่รับอามิสสินจ้างในการทำ 2.โพลล์เทียม ซึ่งไม่ได้ทำตามหลักวิชาการ ไม่ได้ควบคุมตัวแปรอย่างดี และ 3.โพลล์ปลุกระดม ที่มักจะเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และมักจะทำในช่วงโค้งสุดท้าย
ชี้ กทม. ปชป. พท. คะแนนสูสี
“จากการสำรวจพบว่า ผู้เลือกตั้งจะมีสองแบบคือ 1.กลุ่มตะกอน ที่ตกลงใจว่าจะเลือกใคร และ 2.กลุ่มกระแสที่ต้องดูตามสถานการณ์ โดยกลุ่มตะกอน ในกทม. พบว่าเป็นของประชาธิปัตย์ 15 % และ พรรคเพื่อไทย 15 % “ นายนพดลกล่าว
นายนพดล กล่าวอีกว่า โพลล์ถือว่า มีการชี้นำน้อยกว่านักวิเคราะห์และนักเล่าข่าว ดังนั้น นักวิจัยต้องลดทอนอิทธิพลจากการชี้นำ กล่าวคือต้องไม่มีความสัมพันธ์กับผลประโยชน์ทางการเมือง
ยันห้ามเผยแพร่ผลโพลล์ ทำให้เกิดอภิสิทธิ์ชน
นายนพดล กล่าวว่า การห้ามเผยแพร่ผลโพลล์ก่อนการเลือกตั้ง 7 วันของ กกต. นั้น เขาอยากจะให้ทบทวน เพราะมีผลเสียคือทำให้เกิดอภิสิทธิ์ ชนที่รู้ข้อมูลที่คนทั่วไปไม่รู้ เพราะเขาจะทำโพลล์ของเขาเองทุกวัน แล้วผลก็จะไปพลิกกันที่คืนหมาหอน
สำหรับการล็อกผลนั้น ดร.นพดล ยอมรับว่า สามารถทำได้โดยกำหนดจากคำถาม และลำดับของคำถาม ดังนั้น จึงต้องมีการทดสอบคุณภาพของคำถาม ก่อนที่จะนำออกไปสำรวจความเห็น ส่วนเรื่องความคลาดเคลื่อน ที่อาจจะเกิดจากผู้ที่จัดเก็บข้อมูลนั้น เอแบคโพลล์ได้มีการตรวจสอบผู้ที่จะมาทำหน้าที่อย่างละเอียด เช่นการตรวจความสัมพันธ์ว่า ใกล้ชิดกับนักการเมืองหรือไม่ ตอนกรอกข้อมูลยังนึกว่าเป็นใบกรอกประวัติอาชญากรเลย
“ผมเคยมีปัญหากับคุณทักษิณ แต่ยอมรับว่า เขาฉลาดมาก เขาเล่นกับอารมณ์ และดูออกว่า ช่วงไหนควรเล่นกับกระแส และนอกจากเขาจะจ้างสำนักโพลล์ไปสำรวจความเห็นแล้ว เขายังมาขอโพลล์ของสำนักอื่นไปดู เขาดูทุกบรรทัด ก่อนที่จะนำมาวิเคราะห์และตัดสินใจ” นายนพดล กล่าว
"นิด้าโพลล์”หนุนกฎ กกต. ห้ามเผยแพร่ผลก่อนเลือกตั้ง แต่ขอลดเวลา
ด้านนายพาณิตชนัต กล่าวว่า นิด้าโพลล์นั้นเคยทำมาตั้งแต่ครั้ง 14 ตุลา และในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงกลับมาเริ่มทำใหม่ ซึ่งเรายังไม่ได้วางแผนไว้อย่างละเอียด เหมือนกับโพลล์มืออาชีพที่ทำมานาน อีกทั้งเงินก็ยังน้อย ดังนั้น ความแม่นยำจึงอาจจะไม่เท่า
ต่อเรื่องการข้อห้ามการเผยแพร่ผลโพลล์ก่อนการเลือกตั้ง 7 วันของ กกต. นั้น ดร.พาชิตชนัต กล่าวว่า เห็นด้วยกับ กกต. เพราะอาจจะทำให้เกิดการลำเอียงได้ แต่น่าจะลดเวลาให้น้อยลงกว่านี้
“สวนดุสิต” ใช้งบ 6 ล้านทำโพลล์เลือกตั้ง
นายสุขุม กล่าวว่า โดยทั่วไปทุกโพลล์มีทฤษฎีการทำที่เหมือนกัน แต่ที่เหลือคือการบริหารจัดการโดยปลายปีนี้ สวนดุสิตโพลล์ เป็นบริษัทลูกของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทำให้ตอนนี้เราใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการเป็นจำนวนมาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เราใช้งบประมานในการทำโพลล์ประมาณ 5-6 ล้านบาทและหากมีการทำเฟสสอง ก็อาจจะพุ่งสูงถึง 10 ล้านบาท โดยผู้ช่วยปฏิบัติการนั้นเราได้ลงลึกถึงการจ้างคนในภูมิภาค
นายสุขุม กล่าวว่า ในการทำโพลล์นั้น เราจะทำอย่างครอบคลุม หากใครสนใจอะไรก็สามารถนำเอามาใชได้ อย่างสื่อมวลชนแต่ละสื่อ ก็มีความสนใจต่างกัน เช่น บางช่องสนใจเรื่องเยาวชน บางช่องสนเรื่องการตลาด บางช่องสนเรื่องศิลปิน บันเทิง ก็สามารถที่จะนำเอาข้อมูลของเราไปใช้ได้ โดยการทำโพลล์ของสวนดุสิต เราใช้หลักสถิติ และการถ่วงน้ำหนัก ทำให้ค่อนข้างแม่น ที่ผ่านมาพรรคการเมืองก็มาขอข้อมูลเราตลอด แต่หากพรรคการเมืองมาจ้างให้ทำโพลล์ เราจะไม่รับอย่างเด็ดขาด
ชี้ ไม่มีพลังเงียบ อย่าสร้างความหวังให้พรรคเล็ก
“การทำโพลล์นั้นต้องเคารพตัวผู้ตอบ บางครั้งเขาไม่ตอบก็ไม่ได้หมายความว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจ เพียงแต่เขาไม่ตอบเท่านั้น นี่คือตัวหลอก ดังนั้นอย่าเอาตัวเลขนี้ไปสร้างความหวังให้กับพรรคเล็ก” นายสุขุม กล่าว
เขาบอกด้วยว่า โพลล์การเมืองเป็นเรื่องที่น่ากลัว ดังนั้น เวลาทำโพลล์ เจาจะบอกคนที่ทำตลอดว่า อย่าหวั่นไหวตามผลโพลล์ของสำนักต่าง ๆ และอย่าเหลือบดูข้อมูลอื่น เพราะจะทำให้ไขว้เขว โพลล์ที่ทำโดยมืออาชีพจะไม่น่าหวาดกลัว ต่างจากโพลล์ที่ทำโดยพรรคการเมือง อย่างนี้ สามารถที่จะชี้นำได้
นายสุขุม กล่าวด้วยว่า ที่นักการเมืองแข็งกร้าว ไม่อยากให้ทำโพลล์ หรือโจมตีโพลล์ อย่างนายสมัคร สุนทรเวช เพราะ “แกอยากรู้เขา แต่ไม่อยากให้รู้เรา” ดังนั้น คนที่ทำโพลล์ ก็จะรู้ข้อมูล แล้วรู้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป ส่วนกฎของ กกต. นั้น ก็ยังดี ที่ไม่มีการห้ามทำ เป็นพียงการห้ามเผยแพร่เท่านั้น
นายสุขุม กล่าวว่า ขอฟันธงว่า การทำโพลล์สามารถล็อกผลได้แน่นอน ดังนั้น การตั้งคำถามต้องไตร่ตรองให้ดี หลายครั้งที่เราต้องตั้งคำถามแบบปลายเปิดให้กับกลุ่มตัวอย่าง และการตั้งคำถามต้องมีที่มาที่ไป นอกจากนี้ การล็อกผลยังสามารถทำได้ จากการคัดเลือกพื้นที่ของกลุ่มตัวอย่าง
“พิชาย” แบ่งสองกลุ่มผู้มีสิทธิ์
ด้าน นายพิชาย กล่าวว่า ผู้เลือกตั้งจะมี 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มจงรักภักดี ที่อย่างไรก็จะเลือกพรรคนี้ อย่างเช่นใน กทม. เราก็จะมีคนกลุ่มนี้ ที่จงรักภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซนต์ ซึ่งต่อมาก็มีกลุ่มใหม่อย่าง พรรค “ทักษิณ” ซึ่งก็มีผู้จงรักภักดี ในระดับที่พอ ๆ กัน คือประมาณ 10 กว่าเปอร์เซนต์ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่เรียกว่า Floating voter ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ซึ่งเรามีอยู่เนอะ โดยเฉพาะในเมือง ที่มีความหลากหลายและมีชนชั้นกลาง
ทั้งนี้ ที่ชนชั้นกลางมีการเปลี่ยนบ่อย เพราะเขาเห็นว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนลงตัว และยังไม่มีพรรคไหนที่เป็นความหวัง
นายพิชาย กล่าวว่า หากดูกราฟของผู้ออกมาใช้สิทธิ์แบ่งตามอายุ จะออกมาเป็นรูประฆังคว่ำ โดยกลุ่มที่ออกมาเลือกตั้งมากที่สุดคือกลุ่มวัยทำงาน วัยกลางคน โดยหากไปดูการเลือกของกลุ่มวัยรุ่น ก็จะเห็นว่า เขาก็เลือกคนที่จับใจพวกเขาอย่าง ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส่วนวัยทำงานที่อยู่ในชนบทโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอิสาน ก็จะผูกติดกับประชานิยมแบบทักษิณ เพราะมีความรู้สึกแรกพบที่ดี ขณะที่วัยสูงอายุ ก็จะชอบคนแบบ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า คนสูงอายุในชนบทมักจะเลือกตามลูกหลาน
นายพิชาย กล่าวว่า มีคำถามว่า โพลล์จะชี้นำผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ หากเป็นพวกจงรักภักดี โพลล์จะไม่มีผล ส่วนพวกที่ดูตามกระแส หากเป็นผู้มีเหตุผล ก็จะไม่ถูกชี้นำ แต่หากเป็นพวกที่ไม่มีจุดยืนไม่มีเหตุผล โพลล์ก็จะชี้นำได้
"กฎ กกต. เรื่องการห้ามเผยแพร่ผลโพลล์ จะทำให้การเลือกตั้งขาดสีสัน ดังนั้น ผมอยากเสนอให้ลดเวลาจาก 7 วันหรือ 3 วัน” นายพิชาย กล่าว



