
เก็บตกรอบสอง11-15มิ.ย.รามคำแหงขยายโอกาสทางการศึกษา
ใกล้เปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2554 เข้ามาทุกที ตอนนี้อดีตนักเรียนชั้น ม.6 หลายๆ คนคงกลายเป็นเฟรชชี่น้องใหม่ ในสถาบันอุดมศึกษาที่ตนเองใฝ่ฝัน แต่ขณะเดียวกันเมื่อมีผู้สมหวัง ย่อมมีผู้พลาดหวังเป็นธรรมดา
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) ตลาดวิชาแห่งเดียวในประเทศไทย” ที่เปิดรับนักศึกษา ทุกเพศ ทุกวัยโดยไม่จำกัดจำนวน เมื่อวันที่ 7-16 พฤษภาคม 2554 ในส่วนกลาง (ม.ร.หัวหมาก) และสาขาวิทยบริการฯ ส่วนภูมิภาค 21 จังหวัด ที่มีนักเรียนสนใจสมัครกว่า 5.1 หมื่นคนทั่วประเทศ
ทว่าหลังปิดรับสมัคร กลับมานักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง โทรศัพท์มาสอบถามที่ ม.ร.จำนวนมากเพื่อขอให้เปิดรับนักศึกษารอบสอง ผนวกด้วยความพร้อม ศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการรองรับนักศึกษา “ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ รักษาราชการแทนอธิการบดี ม.ร.” เล็งเห็นความสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษา จึงได้เปิดรับนักศึกษารอบสอง ระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2554 ณ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ม.ร.หัวหมาก)
นอกจากนี้ ยังเปิดรับนักศึกษาใหม่ ส่วนภูมิภาค ณ สาขาวิทยบริการ 21 จังหวัดทั่วประเทศ (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) อีกทั้งยังเปิดรับนักเรียนชั้น ม.ปลาย เรียน Pre-degree เพื่อสะสมหน่วยกิตล่วงหน้า โดยเริ่มจำหน่ายใบสมัครแล้วที่อาคาร สวป.ชั้น 1 และที่สาขาวิทยบริการฯ ส่วนภูมิภาค 21 จังหวัด
“รามคำแหงเปิดรับนักศึกษารอบสอง ไม่ใช่ว่า 10 กว่าวันที่เปิดรับนักศึกษาสมัครน้อย แต่ปีนี้นักศึกษาสมัครมากกว่าทุกปี เพิ่มจากเดิม 1 หมื่นกว่าคน แต่ด้วยความต้องการของพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียนที่ยังไม่ได้ลงหลักปักฐานว่าจะเรียนที่ไหน หรือแอดมิชชั่นส์ติดในคณะที่ตนเองคะแนนถึงตรงความฝัน แต่อยากฝันเพิ่ม ก็สามารถมาลงเรียนที่ ม.รามคำแหงได้ เพราะเราเปิดโอกาสด้านการศึกษาให้แก่ทุกคน ในราคาที่ถูกแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ โดยค่าหน่วยกิตคนละ 25 บาท จบ 4 ปีเสียค่าเล่าเรียนเพียง 8,560 บาท แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีมากมาย”
สาเหตุหลักๆ ที่มีเด็กให้ความสนใจศึกษาต่อ ม.รามคำแหงมากขึ้น รักษาราชการแทนอธิการบดี เล่าต่อว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากความเท่าเทียมทางการศึกษาที่ไม่ว่าเรียนที่ไหนหลักสูตรไม่ต่างกัน แต่คุณภาพต่างกัน ดังนั้น ที่ไม่ว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยรัฐดังๆ เก่าแก่ แต่เมื่อจบออกมาสิ่งที่สถานประกอบการเลือกนั่นคือ คุณภาพของบัณฑิต และความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย รูปแบบการเรียนการสอนยังเอื้อต่อการใช้ชีวิตของนักศึกษา เพราะบางคนอาจอยากเรียนในห้องเรียน บางคนต้องทำงานควบคู่เรียนไปด้วย
ม.รามคำแหงมีเทคโนโลยีต่างๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าถึงความรู้จากตำรา และอาจารย์ได้ โดยมหาวิทยาลัยได้มีการจัดระบบ e-book ที่นักเรียนสามารถเรียนรู้รู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ทันทีที่ตรงกัน หรือ e-testing เมื่อไม่สะดวกจะมาสอบในวันที่อาจารย์กำหนด อาจจะสอบในวันอื่นก็ได้ ตามความสะดวกของนักศึกษา นอกจากนั้น สภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย ความร่มรื่นของต้นไม้ ห้องสมุดที่ทันสมัย มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างเต็มที่
“ความรู้” เป็นอาวุธทางปัญญาที่เด็กรุ่นใหม่ที่ควรจะมีติดตัวไว้ แต่ความรู้อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ม.รามคำแหง จึงเน้นเรื่องของ "ความรู้คู่คุณธรรม" อีกหนึ่งวิชาสำคัญที่นักศึกษา ม.ร.ต้องเรียน รวมถึงการดูแลนักศึกษา ไม่ใช่เพียงในสถานศึกษา แต่ก้าวล้ำไปถึงห้องนอน
“ตามนโยบายการดูแลนักศึกษาเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียว เชื่อว่าเป็นอีกสิ่งที่จูงใจให้นักศึกษา และผู้ปกครองกล้าส่งลูกหลานมาเรียน เพราะ ม.ร.ไม่ได้ดูแลเฉพาะสถานที่ภายใน ม.ร. แต่ยังขอความร่วมมือไปยังองค์กรเอกชนในการจัดหอพักให้น่าอยู่ เป็นหอพักสีขาวที่ปลอดอบายมุข สิ่งมอมเมาทั้งหลาย เพื่อให้นักศึกษาของ ม.ร.มีคุณภาพชีวิตที่ดี กาย ใจ และสติปัญญาที่สมบูรณ์ เก่งทั้งความรู้ และมีสติในการดูแลชีวิตของตนเองให้ประสบความสำเร็จ”
น.ส.ณัชชา วัฒนโภคาสิน นักเรียนชั้น ม.4 ร.ร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน สมัครเข้าเรียนระบบ Pre-degree คณะนิติศาสตร์ บอกว่า เลือกเรียนเพราะอยากเรียนจบปริญญาตรีเร็วๆ เพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ ส่วนที่เรียนสาขานิติศาสตร์ เพราะคุณพ่อซึ่งเป็นทันตแพทย์ เคยมาเรียนนิติศาสตร์ที่ราม จึงอยากให้ลูกมีความรู้ด้านนิติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ตั้งใจจะแบ่งเวลาเรียน ระหว่างเรียนสายศิลป์ที่โรงเรียนคงไม่หนักมาก หลังจากเลิกเรียนก็จะกลับมาอ่านหนังสือสะสมไปเรื่อยๆ เพื่อมาสอบวิชาเรียนที่ราม และจะสอบให้ผ่านพร้อมเรียนจบ ม.ปลาย
เช่นเดียวกับ นายนิธิกร วงศ์เกียรติ์สุภาพ นักเรียนชั้น ม.4 ร.ร.หอวัง สมัครเรียนระบบ Pre-degree คณะมนุษยศาสตร์ บอกว่า คุณแม่เป็นศิษย์เก่ารามคำแหง จึงอยากให้ลูกชายมาเรียนพรีดีกรี หวังว่าเมื่อจบ ม.ปลายแล้วมาเรียนต่อจนครบก็จะจบปริญญาตรีได้เร็วขึ้น ทั้งยังสามารถไปเรียนต่อชั้นที่สูงขึ้น ได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
“ตอนนี้ผมเรียนแผนวิทย์-คณิต แต่เลือกมาเรียนคณะมนุษยศาสตร์ที่ราม เพราะอยากเรียนวิชาที่นอกเหนือจากวิชาวิทยาศาสตร์บ้าง เพราะถ้าเราเรียนวิทย์เป็นหลักแล้วน่าจะมีความรู้ด้านมนุษยศาสตร์บ้าง ส่วนตัวแล้วอยากเป็นไกด์ ก็แบ่งเวลาเรียน เมื่อมีเวลาว่างก็อ่านหนังสือเพื่อมาสอบ อีกทั้งตั้งใจจะสอบตรงคณะแพทยศาสตร์ และแอดมิชชั่นส์จะเลือกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผมคิดว่าความรู้ที่ได้จากรามจะช่วยการเรียนในห้องเรียนได้มากขึ้น สามารถเรียนจบได้เร็วและมีทางเลือกเรียนต่อหรือเลือกอาชีพได้ตามที่เราต้องการด้วย” นิธิกรกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.0-2310-8614-24 หรือ www.ru.ac.th <http://www.ru.ac.th/>
0 ชุลีพร อร่ามเนตร0 รายงาน



