
เกาะรถไฟไปเซอร์แมท
ถ้ามีเวทีประกวดเมืองสวยใสไร้มลพิษ รับรองว่าเมืองเซอร์แมท(Zermatt)แห่ง สวิตเซอร์แลนด์ ซิวรางวัลนี้ไปครองอย่างไร้คู่แข่ง เพราะเป็นเมืองที่ห้ามรถมีน้ำมันหรือแก๊สวิ่งเพ่นพ่านในเมือง รถที่เห็นวิ่งรับส่งนักท่องเที่ยวจากสถานีรถไฟจึงล้วนแต่ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น ใคร
เซอร์แมท อาจจะเป็นเมืองริมชายแดนของสวิส แต่จะเข้าหาเซอร์แมทก็ไม่ได้ยากเย็น จากกรุงเทพสายการบินเอทิฮัด (0-2253-0099) พาไปหย่อนตัวลงที่เมืองเจนีวา จากเจนีวาเดินถือสวิส พาสลงไปใต้ถุนสนามบินขึ้นรถไฟสวิสที่แสนสะอาดและเที่ยงตรง(www.raileurope.co.th)ไปหาเซอร์แมทอย่างง่ายดาย
แถมตลอดเส้นทางมีวิวระดับห้าดาวโผล่มาอวดชนิดสวยหยาดเยิ้ม ผ่านทั้งหมู่บ้านในหุบเขา ทะเลสาบ และเทือกเขาสูงที่มีเทือกเขาหิมะขาวโพลนมาให้ได้ตื่นเต้นชนิดก้นไม่ติดเบาะ
ก่อนมาเพื่อความอุ่นใจ เราคลิกเข้าไปเข้าไปสำรวจที่พักในเมืองเซอร์แมท จากเว็บไซต์อโกดา(www.agoda.co.th) รายชื่อที่พักตั้งแต่ราคาถูกสุดไปยันแพงสุด เรียงหน้าออกมาให้เลือกเต็มไปหมด จองกับอโกดาก็ดีเหมือนกัน เพราะเขารับประกันว่าราคาห้องถูกที่สุด และมีโปรโมชั่นใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่ชอบตรงที่ทุกการจองของเราใช้เป็นแต้มสะสมเอาไว้เป็นส่วนลดสำหรับการจองครั้งต่อไปได้ด้วย
แมทเธอร์ฮอร์น (Matterhorn) กับ จุงเฟรา (Jungfrao) คือสองยอดเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ที่สวยชนิดกินกันไม่ลง เรียกว่าเนื้อหอมฟุ้งพอๆ กัน สำหรับคนอยากเจอหน้าจุงเฟราก็ต้องไปเริ่มต้นที่เมืองอินเทอร์ลาเค็น แต่ถ้าใครอยากสบตากับแมทเธอร์ฮอร์น ก็ต้องมาเริ่มต้นที่เซอร์แมท
บางคนถึงขั้นเปรียบเซอร์แมท ว่างามราวกับสรวงสวรรค์ เพราะทั้งวิวทิวทัศน์สวยจับใจ ทั้งเมืองบรรจุไว้ด้วยอากาศดีและรอบตัวคือความงดงาม ถูกโอบล้อมไว้ด้วยเทือกเขาหิมะ
ถึงจะเป็นเมืองที่อยู่ห่างจากชายแดนอิตาลีเพียงแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ไม่สามารถข้ามไปได้จากเซอร์แมท เพราะมีเทือกเขาสูงกั้นพรมแดนสองประเทศเอาไว้ ที่จริงเซอร์แมทเป็นเมืองจิ๋วที่ไม่จำเป็นต้องใช้พาหนะอื่นๆ แค่สองเท้า ก็ใช้ชอนไชไปทั่วเมืองได้อย่างสบายๆ เพราะเซอร์ทแมทมีถนนอยู่แค่ 5-6 สายเท่านั้น ว่ากันว่า สามารถเดินจากหัวถนนไปท้ายถนนได้ภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ผู้คนก็อยู่กันแบบบางตาไม่แน่นขนัดเหมือนบางเมืองในยุโรป เรียกว่าทั้งเมืองมีคนแค่ประมาณครึ่งหมื่นเท่านั้น แต่พอถึงฤดูท่องเที่ยวเมืองเล็กๆอย่างเซอร์แมทต้องอัดผู้คนเอาไว้หลายหมื่นคน ซึ่งความที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของสวิตเซอร์แลนด์ เลยมีจำนวนเตียงนอนเอาไว้รับแขก มากกว่าเตียงนอนของชาวเมืองซะอีก
ผู้คนชาวเมืองก็ยิ้มแย้มแจ่มใสและมีไมตรีกับคนต่างถิ่น เวลาเดินไปบนถนนสายหลักของเมือง หูก็อาจจะเผลอได้ยินเขาทักทายกันด้วยภาษาเยอรมันแต่เป็นสำเนียงสวิส
บนถนนสายหลักของเมือง มีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวพึงปรารถนา ทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และที่ขาดเสียไม่ได้คือร้านขายของที่ระลึก โดยเฉพาะร้านขายนาฬิกา และมีดพับอเนกประสงค์ อันนี้ทุกเมืองในสวิสขาดไม่ได้จริงๆ
แต่ที่อาจจะแปลกไปกว่าเมืองอื่น คือมีพวกร้านขายอุปกรณ์ปีนเขา และเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับคนที่ดั้นด้นมาเล่นสกี เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าสวรรค์ชั้นย่อมของคนเล่นสกี
แม้เซอร์แมทจะโรแมนติกอย่างร้ายกาจ แต่แน่นอนว่ามาถึงที่นี่ ไม่มีใครยอมแช่ก้นอยู่ในตัวเมืองเซอร์แมท เพราะที่หมายที่แท้จริงคือยอดเขาสวยอย่างแมทเธอร์ฮอร์น เลยขึ้นรถไฟสายกอร์เนอร์กราทไต่ขึ้นไปหาแมทเธอร์ฮอร์นและยอดเขาสูงเทือกอื่นๆ
จากเซอร์แมทขึ้นไปบน กอร์เนอร์กราท ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 45 นาที แต่(อีกแล้ว)..เป็น 45 นาทีที่ผุดลุกผุดนั่งอยู่ตลอด เพราะวิวทิวทัศน์สวยชนิดนั่งไม่ติด ต้องลุกขึ้นมาลั่นชัตเตอร์อยู่ตลอดเวลา
ลืมบอกไป สำหรับคนจะขึ้นรถไฟสายกอร์เนอร์กราท ใช้สวิส พาสลดราคาค่ารถไฟได้ครึ่งหนึ่ง จากปกติไปกลับ 72 ฟรังก์ ก็เหลือคนละ 36 ฟรังก์
รถไฟสายนี้จะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางมีสถานีให้ผู้โดยสารแวะลงไปเที่ยวและเล่นสกีประมาณ 6-7 สถานี กระทั่งไปถึงสถานีสุดท้ายที่กอร์เนอร์กราทที่ระดับความสูง 3,089 เมตรจากระดับน้ำทะเล
มีนักท่องเที่ยวบางคนอยากแวะพักบนเส้นทางสายนี้ ก็มีโรงแรมและร้านอาหารระหว่างทางอยู่ที่สถานีริฟเฟลเบิร์ก ส่วนที่สถานีกอร์เนอร์กราทก็มีทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และหอสังเกตการณ์เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิวแบบพานอรามากันด้วย
มาที่นี่ใครจะลองเล่นสกีก็คงน่าสนุกไม่น้อย รับรองว่าถ้าเห็นกองทัพนักสกีตั้งแต่รุ่นเล็กไปยันรุ่นใหญ่ เป็นใครก็นึกอยากลองกันทั้งนั้น มีทั้งนักท่องเที่ยวที่มาปักหลักอยู่เซอร์แมทแล้วซื้อสกีแพคเกจขึ้นมาเล่นบนนี้ทุกวัน กับอีกกลุ่มเป็นชาวเมืองเซอร์แมทเองและชาวเมืองใกล้เคียงหอบอุปกรณ์ขึ้นมาเริงร่าบนหิมะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ไม่ว่าจะเป็นมือโปรหรือมือใหม่ ที่นี่นับว่าเป็นสวรรค์ของนักเล่นสกี ด้วยภูมิทัศน์ที่เป็นเทือกเขาสูงและมีหุบเขาที่ลึก ทำให้นักเล่นสกีโปรดปรานมาก ทุกๆ ปีจะมีการแข่งขันสกีระดับโลกขึ้นที่นี่
แต่จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ไม่ได้มาเล่นสกี ก็ตั้งใจขึ้นมาหาแมทเธอร์ฮอร์นในระยะประชิด สำหรับแมทเธอร์ฮอร์น ต้องบอกว่าเป็นยอดเขาที่โลกเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน ในช่วงปี 1860 มีนักสำรวจชาวอังกฤษ 5 คน ได้ใช้ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะพิชิตยอดเขาลูกนี้จากฝั่งอิตาลี แต่ไม่สำเร็จ 5 ปีถัดมาก็เลยเปลี่ยนมาลองขึ้นจากฝั่งสวิสบ้าง ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จ นับจากนั้นมา ยอดเขาแมทเธอร์ฮอร์นก็เริ่มโด่งดัง และยั่วยวนนักไต่เขาที่ตั้งท่าพิชิตยอดเขาสูงในโลกนี้ให้มาพิชิตอยู่เรื่อยๆ สำเร็จบ้าง เสียชีวิตระหว่างปีนบ้าง
นอกจากแมทเธอร์ฮอร์นที่เป็นเป้าหมายของนักพิชิตยอดเขาสูงแล้ว ละแวกนั้นยังมียอดเขาอีกหลายลูกที่พิชิตง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็น ไคลน์ แมทเธอร์ฮอร์น และ เบรธฮอร์น ที่แม้จะสูงแต่ก็ขึ้นถึงได้ง่ายดายกว่าแมทเธอร์ฮอร์น
ลงจากกรอเนอร์กราท กลับไปเดินเล่นในเมืองอีกรอบ คราวนี้ไปเดินสำรวจข้าวของดูบ้าง เห็นผู้คนนิยมเล่นสกีกันขนาดนี้ ก็เลยโฉบเข้าไปดูราคาพวกอุปกรณ์สกี เพิ่งรู้ว่า ไม่ถูกเลย จะเล่นสกีได้ ประเภทถอยอุปกรณ์ครบชุด อาจต้องมีเงินหลักแสน มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีแรงด้วย เพราะอุปกรณ์แต่ละอย่างเหมือนน้ำหนักไม่เบา แค่รองเท้าก็ทำท่าว่าหนักเอาเรื่องอยู่
บางคนมาถึงเซอร์แมทแล้ว ถือโอกาสนั่งรถไฟสาย glacierexpress จากเซอร์แมทไปสุดทางที่ เมืองเซนต์มอริส ว่ากันว่านี่คือเส้นทางนั่งรถไฟสวยที่สุดสายหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
ถ้าร้อนนี้ยังหาที่พักร้อนไม่ได้ ขอให้นึกถึงเซอร์แมทเข้าไว้ เพราะนี่คือเมืองที่คุณจะชุ่มใจในวันพักร้อนอย่างบอกไม่ถูก แค่นึกถึงอากาศดีๆ วิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน แค่นี้ก็หายร้อนเป็นปลิดทิ้ง
กาญจนา หงษ์ทอง



