
ย้อนอดีตระบบส่งกำลัง(1)
แต่ไหนแต่ไรมา รถยนต์ที่เราใช้งานกันอยู่มีระบส่งกำลังหรือระบบขับเคลื่อนกันเพียงอย่างเดียวที่เรียกกันว่า เกียร์ธรรมดา หรือทับคำศัพท์ภาษาไทยๆ ว่า เกียร์แมนวล แรกเริ่มเราใช้เกียร์แมนวลติดนิสัยมาจากรถอเมริกันที่ว่าคันบังคับเข้าเกียร์อยู่ที่คอพวงมาลัย
ในสมัยนั้นเรียกกันว่าเกียร์มือ แล้วพัฒนามาเป็นเกียร์กระปุกเพราะคันโยกเข้าเกียร์ย้ายลงไปอยู่ที่คอนโซลกลาง ไม่ว่าจะเป็นเกียร์มือ (บางที่บางแห่งอาจจะเรียกว่าเกียร์คอ) หรือเกียร์กระปุกทุกอย่างถูกบังคับด้วยมือให้ทุกชิ้นส่วนที่เป็นกลไกเข้าทำงาน ระบบเกียร์ธรรมดาเข้ามาบ้านเราแรกนั้นก็มีเพียงเกียร์เดินหน้าสามเกียร์และเกียร์ถอยหลังอีกหนึ่งเกียร์ เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์กระปุก (Manual Transmission) ยังเป็นเกียร์หรือระบบส่งกำลังที่มีใช้กันอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นรถราคาถูก ปานกลาง สูงหรือระดับหรู เป็นเพราะเกียร์แบบนี้ใช้งานทนทาน ขับได้สนุกขับได้มันในอารมณ์ ชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบของเกียร์แบบนี้จะเป็นกลไกเกือบทั้งหมด (เรียกว่าเหล็กล้วนๆ)
เริ่มจาก ล้อช่วยแรงหรือล้อตุนกำลังหรือทับศัพท์กันว่าฟลายวีล (Flywheel) ซึ่งเป็นเหล็กแผ่นกลมแบนๆ หนาหนักตามขนาดของเครื่องยนต์ (เครื่องยิ่งใหญ่ฟลายวีลยิ่งหนัก) หน้าที่ของมันก็คือรับกำลังจากเครื่องยนต์ที่ผ่านออกมาทางเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อที่จะส่งต่อเข้าไปยังแผ่นคลัตช์ และเจ้าแผ่นคลัตช์นี้เป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่งที่จะทำให้รถวิ่งได้แรงแค่ไหนแผ่นคลัตช์จะติดประกบแนบแน่นอยู่กับล้อช่วยแรง แผ่นคลัตช์หรือผ้าคลัตช์(Clutch disc) ที่ทำจากวัสดุที่มีความฝืดทนความร้อนทนการเสียดสี แผ่นคลัตช์เมื่อแนบสนิทกับฟลายวีลก็จะส่งกำลังผ่านห้องเกียร์ผ่านชุดเฟืองท้ายไปสู่ล้อ
แต่การขับเคลื่อนในระบบเกียร์ธรรมดานี้มีจังหวะหรือการเปลี่ยนตำแหน่งของเกียร์ทั้งเดินหน้า(1-2-3-4-5 หรือ 6 เกียร์) การเปลี่ยนเกียร์นี้จะกระทำได้กลไกหรือเฟืองเกียร์ในห้องเกียร์จะต้องหยุดหมุนเพื่อให้เกียร์เปลี่ยนตำแหน่งได้ เฟืองเกียร์ในห้องเกียร์จะหยุดหมุนได้ผ้าคลัตช์จะต้องไม่สัมผัสกับฟลายวีล(ซึ่งหมุนอยู่ตลอดเวลเมื่อเครื่องติด)
ชิ้นส่วนที่จะมาบังคับให้ผ้าคลัตช์ถอยห่างจากฟลายวีล(เพื่อให้กลไกในห้องเกียร์หยุดหมุน)หรือผ้าคลัตช์เลื่อนเข้าไปจับ(สัมผัสกับฟลายวีลเมื่อเข้าเกียร์แล้ว) เป็นเหล็กทั้งดุ้นอีกน่ะแหละตัวมันถูกเรียกว่า หวีคลัตช์หรือแผ่นกดคลัตช์ (Pressure plate, Clutch cover)
พูดง่ายๆ ว่าเจ้าหวีคลัตช์นี้เป็นเหล็กสปริงที่ดีดเข้าดีดออกได้ด้วยแรงกดมหาศาลเพื่อให้ผ้าคลัตช์ห่างจากฟลายวีล(ช่างเรียกกันว่าคลัตช์จาก)หรือวิ่งเข้าไปจับกับฟลายวีล(ที่ช่างเรียกว่าคลัตช์จับ)
อย่างไรก็ตามหวีคลัตช์ไม่สามมารถที่จะทำงาน(จับหรือจาก)ได้ด้วยตัวมันเองจะต้องมีผู้สอดแทรกหรือผู้บังคับให้สปริงในหวีคลัตช์ทำงานซึ่งก็คือลูกปืนคลัตช์(Release bearing) ลูกปืนคลัตช์จะวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ในหัวหมูคลัตช์ (Clutch housing)
ในยุคก่อนการที่จะทำให้ลูกปืนคลัตช์วิ่งเข้าวิ่งออกได้ก็มีอยู่ด้วยกันสองวิธีคือใช้เหล็กหรือสายเหล็กเป็นข้อต่อรับคำสั่งจากแป้นเหยียบคลัตช์ไปสั่งให้ลูกปืนคลัตช์ทำงานถ้าเป็นคลัตช์ที่ใช้สายเหล็กไปบังคับเราเรียกกันว่าคลัตช์สาย
ถ้าใช้เหล็กเป็นท่อนเป็นแผ่นต่อเข้าไปก็เรียกกันว่าขาคลัตช์ คลัตช์สายหรือคลัตช์ขา มีข้อด้อย ตรงที่ต้องคอยปรับคอยตั้งกันบ่อยๆ และต้องใช้แรงกด(เหยียบจากขาซ้าย)กันมากๆ จึงพัฒนามาเป็นคลัตช์น้ำมันหรือคลัตช์ไฮดรอลิกอย่างทุกวันนี้ เมื่อเท้าซ้ายกด(เบาๆ)ลงไปที่แป้นเหยียบคลัตช์ ก็จะมีกลไกต่อไปที่ระบบน้ำมัน(ไฮดรอลิก) ที่เรียกกันว่าแม่ปั๊มคลัตช์(Clutch master) หรือปั๊มคลัตช์ตัวบน เมื่อได้รับแรงจากแป้นกดลูกสูบในแม่ปั๊มก็จะส่งน้ำมันด้วยแรงดันสูงให้น้ำมันวิ่งไปตามท่อเข้าไปเพิ่มแรงดันอีกครั้งที่ปั๊มคลัตช์ตัวล่าง(Clutch slave) ซึ่งมีกลไกต่อไปที่ลูกปืนคลัตช์ ระบบส่งกำลังหรือระบบเกียร์แมนวลก็จะทำงานกันครบวงจร
เกียร์แมนวลมีข้อดีหลายอย่างคือดูแลบำรุงรักษาได้ขับได้ตามอารมณ์ที่ต้องการอย่างทันที แต่ข้อเสียก็คือเมื่อมีปัญหากับการจราจรรถติดเดี๋ยวออกเดี๋ยวจอด ทำให้เป็นภาระมากมายกับขาซ้ายของผู้ขับ ระบบเกียร์ธรรมดาที่ใช้กันมาเนิ่นนาน จึงถูกทำให้มีทางเลือก เพื่อให้ขาซ้ายไม่ต้องทำงานคนขับสบายขึ้น เกียร์อัตโนมัติ(Automatic Transmission) จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการ (สบาย)ของผู้ใช้รถ ก็ต้องยกยอดไปสัปดาห์หน้าครับว่าเกียร์ออโต้มันเป็นอย่างไร ใช้อย่างไร เสียเมื่อไรซ่อมถูกหรือแพง ตามอ่านกันละกัน



