ไลฟ์สไตล์

เปิดโรงขนมอบอวลรอยยิ้มของ"พิมพฤดา"

เปิดโรงขนมอบอวลรอยยิ้มของ"พิมพฤดา"

29 พ.ค. 2554

"การให้" ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน หากเกิดขึ้นมาจากความจริงใจแล้วล่ะก็ ของสิ่งนั้นจะมีคุณค่าอยู่ในใจของผู้รับไม่มีวันจางหาย แม้จะต้องสูญหายไปตามกาลเวลาก็ตาม เช่นในวันนี้ที่เราขอพาทุกท่านไปชมการให้อีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำภายในบ้านหลังงามย่านวิภาวด

 เป็นกิจกรรมน่ารักๆ ของสาว "พิม" พิมพฤดา อัตตะนันทน์ ลูกสาวคนกลางของคุณพ่อ พล.อ.พิพัฒน์พงษ์ อัตตะนันทน์ ที่วันนี้ขอเป็นแม่งานปาดปั้น "คัพเค้กเชอร์รี่ไวท์ช็อก" ไปร่วมในงานปาร์ตี้ของเพื่อนสนิทที่กำลังจะคลอดน้องในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตื่นเต้นที่สุด เพราะเป็นเพื่อนคนแรกที่ตั้งท้องเลยต้องเห่อกันเยอะหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา

 เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านสาวพิมก็ออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าสดใส พร้อมกับพาเราเดินเข้าไปในห้องทำขนมแสนสวยที่เห็นแล้วต้องร้อง โอ้โห...เพราะบรรยาศเหมือนร้านเค้กสไตล์วินเทจไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์อย่างขะมักเขม่น ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเพราะเป็นน้อง "แพร" พิชญดา น้องสาวคนสุดท้องของบ้านนี้ที่มาช่วยพี่สาวอบขนมด้วยนั้นเอง

 "ปกติเราสองคนจะทำขนมกันเป็นประจำเกือบทุกวัน พิมก็ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วแต่มาจริงจังก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยนี่แหละ พอดีกับที่แพรเรียนทำขนมมาจนชำนาญจบคอร์สจากกอดอง เบลอ มาแล้วด้วย พิมก็ให้น้องสอนเลยดีกว่า (หัวเราะ) ส่วนมากเรื่องส่วนผสมแพรจะทำได้ดีส่วนพิมจะช่วยน้องตกแต่งเพราะเป็นคนชอบงานศิลปะ ทั้งๆ ที่เราสองคนจบบัญชีมาทั้งคู่ แต่ก็ชอบทำอะไรแบบนี้มากที่สุดเพราะมันผ่อนคลายไม่เครียดด้วย" สาวพิม บอกถึงความชอบที่กำลังจะนำมาทำเรื่องดีๆ ในวันนี้  

 พอเตรียมข้าวของเสร็จก็ถึงคราวนี้สองพี่น้องได้แสดงฝีไม้ลายมือสักที ทั้งอบแป้ง ตีครีม  ผสมสี จนได้กลิ่นชีสหอมๆ อบอวลเต็มห้องครัวแบบไม่ต้องเปิดตำรากันสักนิด ที่เห็น 2 สาวเขาเป๊ะกันแบบนี้ก็เพราะเบื้องหลังนั้นต้องผ่านการขวนขวายร่ำเรียนกันมาหลายสำนัก แถมยังเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาทดสอบความมุ่งมั่นซะด้วย ตามที่สาวพิมเอ๋ยปากเล่าให้ฟังว่า

 "พิมเคยทำงานแบงก์ เกี่ยวกับด้านการซื้อขายเงินตราอยู่ 3 ปีได้ ก็กลับมานั่งคิดว่าเราอยากทำอะไรอีก...ตัวเองชอบอะไร  พอดีได้โอกาสว่าแพรไปเรียนภาษาอยู่ญี่ปุ่นก็เลยขอออกไปอยู่กับน้องด้วยดีกว่า ระหว่างนั้นเราก็ลงเรียนคอร์สทำขนมเล็กๆ ที่นั่นไปด้วย ตั้งใจว่าพอครบปีก็ค่อยลงเรียนต่อที่ญี่ปุ่นทั้งคู่ เพราะประเทศเขามีหลักสูตร และสถาบันที่น่าสนใจมาก เช่น การเปิดร้านเค้ก การสร้างแบรนด์ สร้างสรรค์งานดีไซน์ แบบว่าจบมาแล้วสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้เลย แต่ปรากฏว่าแพรอยู่ได้แค่ 6 เดือน ส่วนตัวพิม 3 เดือน ก็เกิดสึนามิซะก่อน...

 "ตอนนั้นเรา 2 คน กำลังเรียนๆ กันอยู่แล้วเกิดแผ่นดินไหวพอดี แผ่นดินเริ่มสั่นแรงเหมือนลูกคลื่นจนคนที่นั้นบอกว่าให้ลงมาอยู่ใต้โต๊ะ แต่คนญี่ปุ่นเขาก็มีสติดีมากรีบไปปิดแก๊ส ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเก็บส่วนผสมทุกอย่างที่ร้อนๆ จนทำให้เรายังไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรกลับเห็นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นจนแอบขำกันอยู่ 2 คนนะ (หัวเราะ) แต่พอเดินไปอยู่นอกอาคาร ถึงรู้ว่ามันร้ายแรงมาก เพราะรถไฟฟ้าชินคันเซนปิดหมดเลยมีคนยืนออเต็มถนนไปหมด ท้องฟ้าก็น่ากลัว ระหว่างกลับบ้านก็มีข้อความของทางญี่ปุ่นส่งมาแล้วว่า อีกสักพักจะมีสึนามิ แล้วก็มีจริงๆ โชคดีที่เราไม่ได้อยู่ติดทะเลเลยรอดกันมาได้ วันต่อมาเลยรีบตัดสินใจกลับมาไทยทันทีทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่ครบคอร์สเลย แต่กลับมาไทยเราก็เรียนภาษาญี่ปุ่นกันต่อนะตั้งใจว่าจะพูดให้คล่อง แล้วกลับไปเรียนกันอีกครั้งถ้าทางนู้นเขาพร้อมแล้วค่ะ" สาวพิม บอกเล่าถึงเหตุการณ์ระทึกใจที่ได้เจอมา

  ทั้งๆ ที่ขนมประเทศอื่นก็ขึ้นชื่ออยู่เหมือนกัน แต่สองพี่น้องบ้านนี้ขอเลือกแค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยมีเหตุผลจากความประทับใจในดีเทลอันละเอียดถี่ยิบของชาวญี่ปุ่น ที่มีความน่ารักของตัวขนมและบรรจุภัณฑ์ที่คนญี่ปุ่นขยันคิดขึ้นมาให้มีลูกเล่นอยู่สมอไม่เหมือนประเทศไหนๆ บวกกับรสชาติก็หลากหลายไม่หนักไม่เลี่ยนจนเกินไปนั้นเอง

  จากนั้นสองพี่น้องก็ร่วมมือกันบีบครีมชีสสีเหลืองและฟ้าอ่อนลงบนเค้กก้อนเล็กพอดีมือ พร้อมบอกว่า 2 สี นี้แหละที่เหมาะกับเด็กมากที่สุด โดยฝีมือการบีบครีมของน้องแพรนั้นราบรื่นไปได้ด้วยดี แต่เมื่อหันไปมองทางพี่สาวก็ต้องแอบลุ้นอยู่หน่อยๆ เพราะบีบไปเท่าไหร่ก็ไม่เท่ากัน งานนี้สาวพิมถึงกับอมยิ้มเขินๆ บอกกับเราว่า "ความยากของการทำเค้กอยู่ที่จะทำยังไงให้มีรสชาติอร่อยและมีความสวยงามเหมือนกันทุกอันค่ะ" (หัวเราะ) ต่อด้วยขั้นตอนสุดท้ายได้แก่การตกแต่งที่สาวพิมภูมิใจเป็นพิเศษกับมาร์ชเมลโลว์น่ารักนิ่มๆ  ลายขวดนม รถเข็น ลูกอม ตุ๊กตาหมี ฯลฯ ที่เจ้าตัวนั่งปั่นเองกับมือ แถมบอกอีกว่าเป็นขั้นตอนที่ชอบมาที่สุดถึงขั้นอยากเปิดคอร์สสอนเด็กๆ ด้วย เพราะเวลาพาหลานตัวน้อยมาช่วยปั้นทีไรตัวเองก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้งไป

 พอตกแต่งกันจนพอใจ เราก็ได้เห็นเหล่าคัพเค้กที่มองทีไรก็ต้องยิ้มให้ในความน่ารักไม่ได้งานนี้สาวๆ ออกอาการดีใจเป็นที่สุดเพราะเป็นครั้งแรกที่ทำเค้กสไตล์น่ารักรับขวัญเด็กน้อย หลังจากที่ชิมลางทำเค้กในงานวันเกิดและงานปาร์ตี้ต่างๆ มานักต่อนัก รวมถึงงานกุศลอย่างการทำเค้กขายช่วยเหลือสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย แม้จะไม่ใช่การให้ที่ใหญ่โตแต่ก็สนุกทุกครั้งที่ได้ทำตามบทสรุปนิยามการให้ฉบับพิมแพรที่ว่า  "การให้ของขวัญที่เราได้ลงมือคิดเองทำเอง คือการให้ความใส่ใจ  ตั้งใจ และให้ความจริงใจแก่ผู้รับไปด้วย เวลาให้ใครแล้วเขาชมว่าอร่อยจะรู้สึกได้ว่ามีความประทับใจต่อกันมากกว่าการซื้อมาให้ตั้งเยอะ" สาวพิมสรุปก่อนหันมาชื่นชมผลงานต่ออย่างภาคภูมิใจ

พฤพัทร โลจายะ