
เข้าสวนสาวสุดใจชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้แวะสวนลุงจิตถิ่นกำเนิดสละเนินวง
ฟ้าหลังฝนดูหม่นด้วยปุยเมฆ บางช่วงละอองฝนโปรยกระจายทั่วอณูอากาศอย่างเบาบาง ขณะที่ทีมงานท่องโลกเกษตรกำลังจะอำลาเมืองตราด ดินแดนที่เป็นแหลมสุดตะวันออกของแดนสยาม เป้าหมายต่อไป ชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้หลากหลาย ที่สวน สาวสุดใจ ต.พลิ้ว อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี หนึ่งในสว
สวนสาวสุดใจ เป็นสวนผสมผสานที่ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิดบนเนื้อที่เพียง 7 ไร่ จึงง่ายต่อการที่จะจัดสวนดูสวยงามและมีร่มเงาอย่างลงตัว ภายในส่วนประกอบไปด้วยทุเรียน ทั้งหมอนทอง และชะนี เงาะพันธุ์โรงเรียน มังคุด ลองกอง และกระท้อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นไม้ผลเก่าแก่ที่เป็นมรดกของตระกูล ”โชตินิคม” อีกส่วนหนึ่ง ชาลี โชตินิคม หรือครูชาลี ปลูกใหม่
ชาลี บอกว่า สวนแห่งนี้เป็นมรดกตกทอดมา ซึ่งเดิมทีเป็นสวนทุเรียนพันธุ์พวงมณี ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของพลิ้วและพันธุ์กระดุมทอง ต่อมาเขารับช่วงทำสวนต่อจากครอบครัว เห็นว่าพันธุ์พวงมณีและกระดุมทองเป็นพันธุ์โบราณ และขณะนั้นมีพันธุ์ชะนี และหมอนทองตีตลาดเขาจึงโค่นทุเรียนพันธุ์พวงมณี เพื่อใช้ต่อของพวงมณีมาติดตาของพันธุ์ชะนีและพันธุ์หมอนทอง พื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกเงาะ มังคุด และลองกองพันธุ์ตันหยง จาก อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส และกระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย
“ผมมารับช่วง ทำสวนผลไม้เพื่อส่งขายพ่อค้าในท้องตลาดเหมือนกับสวนทั่วไป เพราะช่วงแรกราคาผลไม้ชาวสวนพออยู่ได้ ตอนหลังราคาผลไม้ตกต่ำ ผมเลยให้น้องสาวทำแทน ส่วนผมหันไปทำกิจการใหม่ ด้วยการเลี้ยงกุ้ง” ชาลี กล่าว
ด้าน อรอุษา สุดประเสริฐ น้องสาวชาลี ซึ่งมาดูแลสวนสาวสุดใจแทน บอกว่า เดิมที่อยู่ติดตามสามี ซึ่งเป็นทหารไปอยู่ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังจากสามีเข้าโครงการเกษียณก่อนอายุ จึงกลับมาดูแลสวนเนื่องจากพี่ชายไปทำกิจการอื่น แต่เนื่องจากเห็นว่าระยะหลังราคาผลไม้ไม่ค่อยดี ประกอบกับ อ.แหลมสิงห์ มีโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จึงร่วมโครงการด้วย เป็น 1 ใน 7 ของสวนผลไม้ที่ร่วมโครงการนี้เมื่อ 3 ปีก่อน
แรกๆ อรอุสาบอกว่า ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี และซื้อผลไม้กลับบ้าน ปรากฏว่าทางสวนสาวสุดใจได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในฤดูกาลผลไม้มีนักท่องเที่ยวเวียนใช้บริการจำนวนมาก ต่อมาจึงคิดค่าหัวก็ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวพอสมควร โดยเฉพาะวันหยุดราชการจะมีคนเข้าชมตลอดทั้งวัน อย่างในปีนี้เปิดสวนเพียงอาทิตย์เดียวมีนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คน
สำหรับกิจกรรมที่สนองนักท่องเที่ยวในสวนสาวสุดใจนั้น นักท่องเที่ยวที่จะร่วมกิจกรรมต้องจ่ายค่าหัว หัวละ 99 บาท เมื่อไปถึงนักท่องเที่ยวจะได้รับน้ำผลไม้ รับประทานผลไม้ที่ทางสวนจัดให้ในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ มีผลไม้ทุกอย่างที่ปลูกภายในสวน หากช่วงใดมีนักท่องเที่ยวมาจำนวนมาก ผลไม้อาจขาดแคลนบ้าง จะนำผลไม้จากสวนพันธมิตรที่ร่วมโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้ง 7 แห่ง ที่เอื้อซึ่งกันและกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถรับประทานได้ตลอดเวลาที่อยู่ในสวนชนิดที่ไม่อั้น
หลังจากนักท่องเที่ยวอิ่มเอิบกับการรับประทานผลไม้สดๆ แล้ว ทางสวนจะนำไปเดินตามสวนเพื่อชมผลไม้แต่ละชนิด และระหว่างทางจะมีการสาธิตการเก็บเกี่ยวผลไม้อย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเก็บมังคุด ทุเรียน รวมถึงการห่อกระท้อน หากเป็นช่วงที่กระท้อนกำลังออกผลผลิต ผลไม้ชนิดใดที่นักท่องเที่ยวเห็นว่าถูกใจสามารถซื้อกลับบ้านได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด อาทิ ท้องตลาดขาย 3 กก.100 บาท หากซื้อในสวนจะขายเพียง 4 กก.100 บาท เป็นต้น
นอกจากนี้ หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะรับประทานอาหารกลางวัน ทางสวนก็จัดให้ด้วยราคาขึ้นอยู่กับจำนวนรายการของอาหาร หรือหากคิดจะพักค้างคืนที่สวนสาวสุดใจมีบ้านพักบริการในรูปแบบของโฮมสเตย์จำนวน 2 หลัง คือ เล็กนอนได้ 2 คน สำหรับชีวิตคู่ ส่วนหลังใหญ่นอนได้ถึง 20 คน เป็นต้น
ออกจากสวนสาวสุดใจในช่วงบ่ายแก่ๆ ระหว่างเดินมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ทีมงานแวะสวนที่มีความคุ้นเคยมาหลายปี เป็นสวนสละ ที่ “สวนลุงจิตร” ของ จิตร ทรามาศ หรือ "ลุงจิตร" ที่บ้านบางกระจะ ต.เนินวง อ.เมือง จ.จันทบุรี และสวนแห่งนี้เป็นยุคแรกของการกำเนิดสละสายพันธุ์ "เนินวง" นั่นเอง ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายเนินวง ซึ่งเป็นท่องเที่ยวโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งของ จ.จันทบุรี
สวนลุงจิตรนั้น นับเป็นสวนที่เจ้าของดูแลเป็นอย่างดี ภายในสวนร่มรื่น แม้ปีนี้ลุงจิตรบอกว่า โดนพายุกระหน่ำอย่างหนัก จนต้นสละล้มระเนระนาด แต่กระนั้นลุงจิตรก็ยังกวาดสะอาดสะอ้าน ภายใต้โคนสละเตียนโล่งเมื่อมองเข้าไปจะเห็นว่าผลสละออกเป็นพุ่มดกเต็มต้นไปหมด
ลุงจิตร บอกว่า สวนแห่งนี้เป็นของบรรพบุรุษที่ยึดทำกินมาก่อนแล้ว เดิมทีปลูกเงาะกับทุเรียน โดยมีสละแซมบ้าง แต่ตอนนั้นคนไม่ค่อยจะรู้จักสละมากนัก แต่เขาลองตัดสินใจปลูกดูเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ปรากฏว่าช่วงแรกสละราคาดีมาก ปัจจุบันสวนสละลุงจิตรเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว หลังจากที่รุ่นแรกแก่ ให้หน่อใหม่ขึ้น จนหน่อใหม่ออกผล และแก่อีกรุ่น จึงตัดต้นเก่าทิ้ง จนปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 ดังกล่าว
เย็นแล้ว เราออกจากสวนลุงจิตรมุ่งสู่กรุงเทพฯด้วยสวัสดิภาพทุกคน โอกาสหน้าพบกันใหม่
ดลมนัส กาเจ



