
ม.เนชั่นเปิดโต๊ะเสวนาลำปางU-Town
ม.เนชั่น วิทยาเขตภาคเหนือเปิดโต๊ะเสวนา "ลำปาง U-Town" อนาคตจ.ลำปาง สู่เมืองมหาวิทยาลัย ประธานกลุ่มสร้างสรรค์ลำปางเชื่อลำปางมีศักยภาพเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัย วอนมืออาชีพยื่นมือบริหารจัดการ ด้านอดีตเลขาฯ คกก.อุดมศึกษา ระบุการผลักดันในชุมชนเป็นแรงผลักดันหลั
ด้านคณบดีครุฯ ราชภัฏลำปาง วอนมหาวิทยาลัย 12 แห่งในลำปางแข่งคุณภาพมากกว่าแข่งธุรกิจ รองคณบดี ม.ราชมงคลแนะชาวลำปางมองอนาคตร่วมกัน ด้านนักวิชาการธรรมศาสตร์ วอน อปท.เห็นความสำคัญร่วมสร้างบรรยากาศเมืองการศึกษา ส่วนศิลปินแห่งชาติ แนะสถาบันการศึกษาจับมือสร้างเน็ตเวิร์คหนุนลำปางเป็นเมืองการศึกษา
เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่หอประชุมใหญ่ อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตภาคเหนือ จังหวัดลำปาง มีการเสวนาหัวข้อ "อนาคตจังหวัดลำปางสู่เมืองมหาวิทยาลัย" งานเสวนา "ลำปาง U-Town" อนาคตจ.ลำปาง สู่เมืองมหาวิทยาลัย จัดโดย มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตภาคเหนือ จังหวัดลำปาง
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.สยมพร ศิรินาวิน มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานกลุ่มสร้างสรรค์ลำปาง เปิดเผยว่า มีโอกาสไปเยือนมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ฝันตั้งแต่วันนั้นว่าประเทศไทย หรือลำปางน่าจะมีบรรยากาศในลักษณะดังกล่าว คือ เป็นเมืองบรรยากาศวัยรุ่น เยาวชนไปดูละคร ผับบาร์ มีระเบียบ เป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ลำปางพร้อมหมดทุกด้าน ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในหลายด้าน ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าถ้าทุกคนโดยเฉพาะคนลำปางเห็นพ้องต้องกันลำปางจะเป็นเมืองมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ลำปางภูมิประเทศอยู่ตรงกลางของภาคเหนือ การคมนาคมพร้อมหมด เพื่อนบ้านพร้อม สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 12 แห่ง และอนาคตกำลังจะมีวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง
"ลำปางมีศักยภาพที่ยังหลงเหลือเยอะ ไปยังทิศทางที่ต้องการให้เป็น เรายังไม่ค่อยมีคนถิ่นอื่นมายึดถิ่นเรา เรามีคนลำปางที่สามารถตัดสินว่าลำปางจะเป็นอะไร ทรัพยากร ศิลปวัฒนธรรม ที่ดินที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นตึกรามบ้านช่อง มีพลังคนลำปางเข้มแข็ง คนลำปางลุยถ้าอยากทำ แต่ถ้าไม่ทำก็หนีเลย แต่ขั้นตอนการบริหารจัดการต้องมีมืออาชีพมาช่วย" ศาสตราจารย์เกียรติคุณพญ.สยมพร กล่าว
ด้าน ดร.ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา กล่าวว่า การผลักดันจากภายในชุมชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะเป็นแรงผลักดันทำให้ลำปางเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัยได้ ที่ผ่านมามีโอกาสได้ร่วมดำเนินการกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการก่อตั้ง ซึ่งแต่ละที่มีรูปแบบที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ตอนนี้คนลำปางมัวแต่คิดว่าตามเค้าไม่ทัน โดยเฉพาะเชียงใหม่ เพราะตอนนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว แต่เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เมืองมหาวิทยาลัย หรือที่จ.พะเยา ก็มีมหาวิทยาลัยแล้วเช่นกันเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ผมเชื่อว่าลำปางยังมีช่องทางที่สามารถทำให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยได้
"เราจะเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัยได้ แค่คิดอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเดินให้ถูกทาง อยากให้เกิดขึ้นจริง ผู้ผลักผู้ใหญ่ลำปางต้องมานั่งคิดยอ่างต่อเนื่องหาแนวทางไปให้ถูกว่าจะไปอย่างไร มีตัวอย่างในและต่างประเทศมากมายที่ประสบความสำเร็จ ต้องศึกษา ทั้งนี้ ก็มีทั้งอันตรายและหลุมพรางมากมาย แต่เราต้องเผชิญหน้าความจริง เช่น ทำที่นี่เป็ฯที่ผลิตบัณฑิต ต้องคิดต่อว่าเอาบัณฑิตไปทำอะไร ตอนนี้วงการครูของประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านตลาดแรงงานมากมาย โดยผลิตครุศาสตร์บัณฑิตปีละ 1.5 หมื่นคน อัตราบรรจุปีละไม่ถึง 5 พันคน ตอนนี้ตกงานต่อเนื่องปีละเกือบ 1 หมื่นคน ต้องหาว่าปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่ไหน " ดร.ภาวิช กล่าว
ขณะที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยเนชั่น กล่าวว่า ประเด็นสำคัญลำปางต้องรีบทำก่อนคนอื่นเพื่อให้เป็นเมืองแห่งสติปัญหาได้นั้น ต้องไม่ใช่ทำแค่ให้เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัย แต่ต้องทำให้เด็กมีความฉลาด เก่ง ประสบความเร็จ ต้องทำให้เด็กไม่ใช้ชีวิตสนุกแค่กับการขี่มอเตอร์ไซค์ ดื่มเหล้า ต้องทำให้เด็กกล้าคิดแบบฝืนกระแส อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าคนลำปางขี้บ่น ขี้น้อยใจ หลายประเด็น เช่น เชียงใหม่เอามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ น้อยใจไม่ได้ ตอนนี้เราบ่นไม่ได้ ต้องทำ
" ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตภาคเหนือ ถือว่าจะมีส่วนผลักดันให้ลำปางเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัยได้ ด้วยการจัดกิจกรรม งานสัมมนาวิชาการ งานประชุม ให้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แล้วจะทำให้ลำปางมีกลิ่น ภาพ เสียง ความรู้สึก ที่เป็นเมืองแห่งสติปัญญา ซึ่งจะทำให้อาจารย์ คนเก่งๆ อยากมาอยู่ลำปาง แล้วจะทำให้เด็กลำปางรู้สึกเป็นเด็กพิเศษ อยู่ในเมืองแห่งสติปัญญา แต่ตอนนี้เราต้องเดินหน้าให้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าต้องเป็นไปได้แน่นอน" ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว
อย่างไรก็ตาม คนไทยยังมีกรอบความคิดในการพัฒนาต้องเกิดจากระดับประเทศเป็นที่ตั้ง การสร้างเมืองมักคิดแต่วัตถุต้องมีสิ่งสาธารณูปโภคพื้นที่ น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน ฯลฯ โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องวิถีชีวิต สังคม การศึกษา แต่วันนี้เริ่มมีการคิดแล้วว่าจะสร้างให้ลำปางเป็นเมืองแห่งมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก
"ถ้าเมืองลำปางต้องการมีคาเรคเตอร์ที่พิเศษ ทำให้คนที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่นักการค้า นักอุตสาหกรรม แต่เป็นคนคิดสร้างสรรค์เก่ง ช่างคิด ช่างคุย ช่างเขียน ออกนอกกกรอบ เราต้องสร้างคนให้มีคาเรคเตอร์ ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำคิดว่าลำปางเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยเท่านั้น จากนี้ไปต้องคุยอีกหลายครั้ง ตรวจงานไปเรื่อยๆ ทุก 2 ปีคุยกันครั้งว่าตอนนี้ลำปางเป็นเมืองแห่งสติปัญญา วัฒนธรรม ไปถึงไหนแล้ว" ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ผศ.ดร.สมาน ฟูแสง คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า เมืองมหาวิทยาลัยจำกัดความต้องให้ชัด ต้องเป็นเมืองที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเพื่อปริญญา ต้องลบภาพดังกล่าวทิ้งและจะต้องดำเนินการทำอย่างไรให้เกิดขึ้นในลำปางให้ได้ การจะดึงคนเก่ง คนดี มีความสามารถ ให้มาศึกษาต่อที่ลำปางทุกมหาวิทยาลัยต้องเป็นมหาวิทยาลัยทที่มีคุณภาพ
ขณะนี้ลำปางมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาประมาณ 1.6 หมื่นคน แบ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดลำปาง 1 หมื่นคน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง 3 พันคน ส่วนที่เหลือก็ลดหลั่นกันตามสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ เป็นนักศึกษาจากต่างจังหวัดเกินกว่ากึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าลำปางมีโอกาสในการดึงคนต่างจังหวัดได้ ขณะที่นักเรียนมัธยมปลายของลำปางตอนนี้มีกว่า 1.6 หมื่นคน ไม่นับรวมระดับปวช.และปวส. กลับเดินทางไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยอื่นที่ไม่ใช่ในลำปาง
ทั้งนี้ ต้องพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีอยู่ให้มีคุณภาพได้อย่างไรเพื่อดึงดูดนักเรียนกลุ่มคนในพื้นที่ ตอนนี้ในลำปางมีอาจารย์จบการศึกษาปริญญาเอกกว่า 100 คน เหตุใดทำไมไม่ทำให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ
"ตอนนี้มหาวิทยาลัยในลำปางยังไม่มีการพูดคุยประสานงานร่วมกันพัฒนา หากสามารถคิดร่วมกันวางแผนร่วมกัน สร้างเครือข่ายขึ้นจะแก้ปัญหาลำปางได้ และให้เห็นว่าลำปางสามารถแก้ไขได้ด้วยการมีมหาวิทยาลัยที่ดี ปริญญาไม่ใช่ความหมายของมหาวิทยาลัย จุดสำคัญคือความร่วมมือมหาวิทยาลัย เราต้องแข่งขันเชิงคุณภาพไม่ใช่แข่งขันเชิงธุรจ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน สร้างมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพขึ้นในลำปาง" ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ผอ.ดร.สมาน กล่าว
ผศ.ดร.เศรษฐศิลป์ อัมมวรรธน์ รองอธิบการบดี มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ลำปาง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่วันนี้เห็นคนลำปางมาประชุมร่วมกันเพื่อช่วยกันมองอนาคตของจังหวัดลำปาง มองในแง่ของการพัฒนาลำปางในอนาคตซึ่งต้องพูดคุยกันให้ชัดเจนว่าวันนี้ชาวลำปางต้องการให้เมืองในอนาคตเป็นอย่างไร สถาบันการศึกษาทั้ง 11 แห่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดลำปางต้องร่วมมือกันวางรากฐานให้ชัดเจนว่าวันนี้จะร่วมกันพัฒนาเมืองแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าให้ได้
ทั้งนี้จากปี 2011 ถึงปี 2015 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ภูมิภาคแห่งนี้จะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายเราจึงต้องมามองว่าจะทำอย่างไรเมื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว และทำอย่างไรจะพัฒนาเมืองลำปางให้เป็นเมืองแห่งการศึกษา เพราะเมื่ออาเซียนเปิดเสรีทุกอย่างจะไม่มีพรมแดนปิดกั้น ดังนั้นไม่เฉพาะแต่นักศึกษาเท่านั้นจังหวัดต้องมาช่วยกันพัฒนา
ผศ.ดร.เศรษฐศิลป์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้ คือ การเรียนรู้ภาษาที่ 2 ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ นักศึกษาที่เรียนจบทุกคนต้องสามารถสื่อสารภาอังกฤษได้เพราะปัจจุบันภาษาที่ 2 ถือว่ามีความสำคัญ นอกจากนี้ภาษาจีนก็มีความสำคัญเช่นกันหากมีการเปิดเสรีอาเซียน สำหรับจังหวัดลำปางถือว่ามีการวางรากฐานด้านภาษาจีนไว้พอสมควร เพราะมีโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ติดอันดับต้นๆของประเทศ คือ โรงเรียนประชาวิทย์ ต้องมองว่าวันนี้จะทำอย่างไรถึงจะดึงบุคคลกรเก่งๆที่เรียนจบจากสถาบันการศึกษาเหล่านี้มาช่วยกันพัฒนาให้เมืองลำปางเป็นเมืองการศึกษา หากสามารถพัฒนาและผลักดันให้ลำปางเป็นเมืองแห่งการศึกษาได้จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมของเมืองได้มาก
“หากมีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในจังหวัดลำปางต้องดูว่ามีปัจจัยใดบ้างที่จะส่งผลต่อเมืองทั้งในด้านบวกและด้านลบ คนลำปางต้องพูดคุยกันว่าหากลำปางกลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและต้องปรับตัวกันอย่างไร ทั้งสังคมโซเชียลที่เกิดขึ้นหลังการมีมหาวิทยาลัยเข้ามาตั้งต้องช่วยกันดูแลด้านสิ่งแวดล้อม แต่การผลักดันให้ลำปางก้าวสู่การเป็นเมืองมหาวิทยาลัยถือเป็นเมืองนำร่องแห่งแรกของประเทศ”ผศ.ดร.เศรษฐศิลป์ กล่าว
ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง กล่าวว่า มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าปัจจุบันลำปางเริ่มมีนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น หลังจากย้ายมาอยู่ลำปางก็เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ลำปางถือเป็นเมืองที่สงบเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ที่โตเกินไป ลำปางจึงเป็นเมืองที่เหมาะสมมากกว่าเชียงใหม่ในแง่การเป็นเมืองมหาวิทยาลัย
แต่ทั้งนี้ควรนำสิ่งที่มีมาใช้ในการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาและต่อยอดเมือง ซี่งสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ จะสร้างเมืองอย่างไรให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัย มี 2 องค์ประกอบที่เป็นปัจจัยหลัก คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดกับเมืองเล็กๆแห่งนี้
นอกจากนี้การสร้างเมืองภายในเพื่อให้เมืองภายนอกเห็นว่าเราเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ เนื่องจากปัจจุบันมีนักศึกษาจากต่างถิ่นเข้ามาเรียนที่ลำปางเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องเรียนร้องให้ผู้เกี่ยวข้องจัดสรรและวางระบบคมนาคมเพื่อดึงให้คนเข้ามาเรียนในลำปางได้รับความสะดวกมากขึ้นจากระบบการศึกษาที่ดึงคนเหล่านี้เข้ามา
ดร.ฐาปนันท์ กล่าวอีกว่า คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการสร้างบรรรยากาศการเรียนรู้ในการศึกษา นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือ ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษษอังกฤษ และภาษาจีน เพราะต่อไปเราจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนและลำปางถือเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งในภูมิภาคแห่งนี้ในฐานะที่ได้ประกาศตัวเป็นศูนย์กลางสี่แยกอินโดจีน เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาต่างประเทศ และการมีห้องสมุดที่มีคุณภพระดับมาตรฐานก็ควรเป็นสิ่งแรกที่คำนึงถึงเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้
ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ (สถาปัตยกรรม) กล่าวว่า ลำปางเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนแผ่นที่ที่เป็นรูปหอยสังข์ถือเป็นเมืองมงคล นอกจากนี้ลำปางเป็นอีกเมืองที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นมรดกสำคัญและเป็นรากฐานของเมือง เพราะอาณาจักรภาคเหนือของประเทศภาคเหนือนับเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดในประเทศ จึงเป็นรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมสำคัญที่หลงเหลืออยู่ซึ่งไม่มีอยู่ในที่อื่น
จากรากฐานทางศิลปวัฒนธรรม เมื่อเนชั่นเข้ามาเริ่มต้นสร้างมหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตโยนกที่ลำปาง โดยเน้นการเรียนการสอนเฉพาะทางด้านสื่อสารมวลชน ขณะเดียวกันหากสถาบันการศึกษาที่มีอยู่ในลำปางมาร่วมมือกัน แนวความคิดของการรวมมือกันจากแต่ละมหาวิทยาลัยถือเป็นเรื่องดี
“หากสามารถร่วมกันสร้างเป็นเครือข่าย หรือ เน็ตเวิร์คได้ จะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดีเพื่อนำลำปางไปสู่การเป็นเมืองมหาวิทยาลัย นอกจากการผลึกกำลังกันของมหาวิทยาต่างๆในลำปางแล้วแต่ละแห่งก็ยังสามารถแข่งขันกันเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วย เพราะท้ายที่สุดการร่วมมือกันเพื่อจุดมุ่งหมายการเป็นเมืองมหาวิทยาลัยถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”ดร.สุเมธกล่าว



