ไลฟ์สไตล์

อภิสิทธิ์เปิดประชุมสัมนาคุณวุฒิวิชาชีพ

อภิสิทธิ์เปิดประชุมสัมนาคุณวุฒิวิชาชีพ

24 พ.ค. 2554

นายกฯ เปิดประชุมสัมนาคุณวุฒิวิชาชีพ เตือนทุกฝ่ายตั้งรับสถานการณ์แรงงาน ผลกระทบเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และสังคมไทยกลายเป็นสังคมผู้สูอายุ กระทบภาวะแรงงานในประเทศ

 (24พ.ค.) โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพฯ-สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จากกระทรวงอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดสัมมนาเรื่อง “ความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการกับการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.)” โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นโยบายในการผลิตกำลังคนโดยมุ่งเน้นสมรรถนะและทักษะ” ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาคือผู้บริหารจากวิทยาลัย ครูอาจารย์ และผู้ประกอบการจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จำนวนประมาณ 1,000 คน

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ทั่วโลกหวั่นกลัวปัญหาการว่างงานซึ่งในหลาย ๆ ประเทศก็เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นจริง แต่ในไทยกลับเป็นตรงกันข้าม เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน เป็นปัญหาที่หนักใจสำหรับนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศที่สนใจจะมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงานทักษะฝีมือ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจะต้องเตรียมรับมือกลับปัญหาดังกล่าว ไม่ปล่อยให้สถาการณ์แรงงานเป็นไปตามวัฏจักรของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้น การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจะทำให้มีการโยกย้ายฐานการผลิต ปรับเปลี่ยนการลงทุน จะยิ่งส่งผลให้ปัญหาแรงงานทวีความรุนแรงขึ้น

 “เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ปัญหาต่าง ๆ จะย้อนกลับมา โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติอาหารและแรงงาน ราคาสินสค้าเกษตรเริ่มพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ภาคเกษตรกลับมาเติบโต และในช่วง 2-3 ปีนี้มีแรงงานไหลกลับภาคเกษตรจำนวนมาก กระทบต่อแรงงานที่จะป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ขณะเดียวกัน สังคมไทยกำลังเปลี่ยนเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ จะมีสัดส่วนประชากรวัยเกิน 60 ปี ร้อยละ20-25 ในไม่ช้า ส่วนประชากรวัยหนุ่มสาวที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานกลับคงที่หรืออาจจะลดลง เพราะฉะนั้น จะต้องวางแผนเรื่องแรงงานเตรียมรับมือไว้เพื่อไม่ให้ปัญหาแรงงานขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจ และต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพด้วย เพราะอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก อุตสาหกรรมที่เคยเติบโตอาจกลายเป็นถดถอย แรงงานต้องรู้จักไขว้คว้า เพิ่มผูนทักษะตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด “ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายกฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ค่านิยมในอดีต ทำให้มีบัณฑิตที่จบสายสามัญล้านเกินความต้องการของตลาด แต่ขาดแคลนแรงงานสายอาชีพ เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา จึงต้องการปรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพจากร้อยละ 40 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 60 โดยมีการสร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้คนสนใจมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น มาตรการสำคัญคือการเพิ่มค่าตอบแทน ซึ่งการมีกรอบคุณวุฒิชาชีพนั้น สามารถกำหนดค่าตอบแทนแรงงานให้เพิ่มขึ้นได้ตามทักษะที่เจ้าตัวมี นอกจากนั้น กรอบคุณวุฒิชาชีพยังทำให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงามนให้เป็นไปตามารตรฐานวิชาชีพนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้ ความสำเร็จในเรื่องนี้มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในที่สุดแล้วการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย

 ด้าน น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 และ 11 เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป้าหมายต้องการพัฒนาบุคลากรทั้งประเทศไปพร้อมเพียงกัน ในส่วน ศธ.ทำหน้าที่หล่อหลอม บ่มเพาะ ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นให้แก่นักศึกษาให้มีศักยภาพ สมรรถนะที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของประเทศและความต้องการของสากล ดังนั้น สอศ.ได้กำหนดเป้าหมายการเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 40 และปรับรูปแบบความร่วมมือการจัดการศึกษาแบบทวิภาคีทั้งผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และการบริการ รวมทั้งเตรียมทำแผนเพื่อพัฒนาครูพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจึงได้มีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ให้การรับรองและประเมินผลองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ เพื่อให้การผลิตและพัฒนากำลังคนถูกต้องตามความต้องการทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 2554 ได้มีพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งสถาบันฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว