ไลฟ์สไตล์

 ชินภัทรยันมิ.ย.ทุกร.ร.ต้องได้ตำราเรียนครบ

ชินภัทรยันมิ.ย.ทุกร.ร.ต้องได้ตำราเรียนครบ

24 พ.ค. 2554

เลขาฯ กพฐ. รับประกัน กลางเดือนมิถุนายน ศกนี้ ทุกโรงเรียนต้องได้ตำราเรียนครบ พร้อมเดินหน้านำคะแนนโอเน็ตยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

(24พ.ค.) ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งคณะทำงานติดตามความก้าวหน้าในการจัดซื้อหนังสือเรียนเพื่อให้ทันเปิดภาคเรียนใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ผลการสำรวจเบื้องต้นได้ พบว่า มีโรงเรียนอีกจำนวนหนึ่งบอกว่างบประมาณที่จัดสรรให้นั้นยังไม่เพียงพอ โดยในปีนี้ สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับจัดซื้อหนังสือเรียนเพื่อทดแทนหนังสือที่ชำรุดร้อยละ 30% แต่ในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 และ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 5 นั้น จัดสรรงบประมาณให้ซื้อหนังสือใหม่ทั้งหมด เพราะระดับชั้นดังกล่าวเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรใหม่ในปีนี้

 อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการรับหนังสือ ขณะนี้ยังมีโรงเรียนหลายแห่งที่ได้รับหนังสือเรียนไม่ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งวิชาส่วนใหญ่ที่ยังไม่ครบจะเป็นกลุ่มสาระวิชาหลักคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ซึ่งสาเหตุที่ยังไม่ครบจะเกิดจากเรื่องของผู้แทนจัดจำหน่ายขององค์การค้า สำนักงานคณะกรรมการสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีน้อยประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น เรื่องของปัญหาในการผลิต ระยะเวลาในการสั่งซื้อที่อาจจะล่าช้า หรือการต่อรองราคาที่บางพื้นที่อาจจะมีคู่แข่งทางการค้าน้อยทำให้ต้องง้อร้านค้า เป็นต้น

 “สพฐ. จะส่งคนลงไปติดตามตรวจสอบและนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา แต่ไม่เกินกลางเดือนมิถุนายน 2554  โรงเรียนทุกแห่งจะต้องได้รับหนังสือเรียนครบถ้วน แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะการสั่งซื้อหนังสือก็จะมีสัญญาระบุการส่งมอบชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนที่ว่ายังไม่ได้หนังสือนั้นไม่ใช่ว่าไม่ได้เลยสักกลุ่มสาระวิชา เป็นลักษณะที่ว่าโรงเรียนสั่งไป 100 แต่อาจจะได้มาเพียง 70-80 เท่านั้น โดยระหว่างที่หนังสือเรียนยังไม่ครบทางโรงเรียนก็จะใช้แบบเรียนที่มีอยู่ทำการสอนไปก่อนเพราะว่าแม้จะปรับหลักสูตรแต่ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญไปจากเดิม ส่วนเรื่องของงบประมาณที่ สพฐ.จัดสรรให้ค่าหนังสือจะคิดจากราคากลางของ อค.สกสค. ซึ่งก็คือราคาหน้าปกแล้วลดอีก 20% จากนั้น สพฐ.ก็จะคำนวณเป็นงบประมาณซื้อหนังสือให้โรงเรียน”ดร.ชินภัทร กล่าว

 ดร.ชินภัทร กล่าวต่อว่า สพฐ.ยังได้ประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) หารือถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนการนำคะแนนทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต มาเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ โดยได้มอบหมายให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ไปจัดทำแผนขับเคลื่อนในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่สพฐ.ได้กำหนด ให้คะแนนโอเน็ตระดับ ป.6 ในวิชาภาษาไทย ไม่ต่ำกว่า 40% และวิชาคณิตศาสตร์ 35 % แต่การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นเขตพื้นที่ฯและโรงเรียนต้องเร่งเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่แรกในระดับชั้นป. 3 ซึ่งจะต้องดูแลในเรื่องการอ่านออก เขียนได้ ให้ได้ 100% ตรงนี้คือการปูทางไปสู่ความสำเร็จในระดับชั้นป.6

 “สพฐ.จะเชื่อมโยงการปฏิบัติงานเหล่านี้ไปสู่การประเมินความดีความชอบประจำปี และการประเมินวิทยฐานะที่เป็นความดีความชอบของครูและผู้บริหารด้วย ซึ่งขณะนี้เป็นเรื่องที่ดีที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้เปิดช่องทางการประเมินวิทยาฐานะเชิงประจักษ์ ที่หมายถึงครูหรือผู้บริหารมีผลงานเป็นที่ยอมรับและส่งผลต่อนักเรียนจะมีโอกาสได้รับการประเมินเลื่อนวิทยฐานะได้ นอกจากนนั้น สพฐ.จะทำรางวัล Obec Awards หรือสุดยอดรางวัลที่สพฐ.จะกำหนดขึ้นโดยจะครอบคลุมงานใน 3 มิติ ด้านวิชาการ ด้านการบริหารจัดการและด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนไ ดร.ชินภัทร กล่าว

 ดร.ชินภัทร  กล่าวต่อว่า ขณะนี้สพฐ.กำลังมอบให้ผู้เกี่ยวข้องไปคิดขอบเขตของงานที่ใช้ตัดสินรางวัลดังกล่าวและตรงนี้อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานประสบความสำเร็จเร็วขึ้น ต่อไปนี้ก็หมายความว่าใครที่ทำดีมีผลงานก็จะมีผลต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานและความดีความชอบ และการเลื่อนวิทยฐานะ