
บันนังสตาร์-เกาะกูด-ภูกระดึง3โรงพยาบาลที่นี่...ไม่มีแพทย์
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ประเทศไทยยังมีโรงพยาบาลที่ไร้แพทย์ (หมอ) ประจำ คอยให้บริการรักษาประชาชนในพื้นที่ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีแพทย์ประจำเพียงแค่คนเดียว โดยทั้งหมดเป็นโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จนต้องใช้ว
ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยจากการที่สำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สวค.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลแพทย์ทั่วประเทศล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 ซึ่งตรงกับช่วงโยกย้ายของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนทุกปี โดย ดร.นงลักษณ์ พะไกยะ ผู้จัดการ สวค. กล่าวว่า มีโรงพยาบาลชุมชนมากถึง 3 แห่ง ที่ไม่มีแพทย์ประจำ ได้แก่ รพ.บันนังสตาร์ จ.ยะลา, รพ.เกาะกูด จ. ตราด และ รพ.ภูกระดึง จ.เลย ต้องใช้วิธีการเวียนแพทย์จากโรงพยาบาลจังหวัดมาให้บริการประชาชนเป็นการชั่วคราว และมีโรงพยาบาลชุมชนอีก 26 แห่ง มีแพทย์ประจำเพียงแค่ 1 คน ไม่เพียงพอต่อการให้บริการด้านสุขภาพประชาชน ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลในเขตภาคอีสาน
เดือนพฤษภาคมของทุกปี กระทรวงสาธารณสุขจะจัดให้มีการหมุนเวียนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน โดยจะมีแพทย์จบใหม่เข้าฝึกเพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลระดับจังหวัด และให้แพทย์ที่ฝึกเพิ่มพูนทักษะเสร็จแล้วในรอบปีที่ผ่านมาหมุนเวียนเข้าไปเป็นแพทย์ใช้ทุนในโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลระดับอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งตามระบบอย่างน้อยทุกโรงพยาบาลควรจะต้องมีแพทย์ใช้ทุนอยู่ให้บริการประชาชนเต็มเวลา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อแพทย์ต้องไปใช้ทุนในพื้นที่ที่ตนเองไม่อยากไปก็จะใช้วิธีการลาออก โดยจ่ายค่าปรับให้รัฐบาลแทน อย่างเช่นกลุ่มแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาและเริ่มเข้ารับราชการในปี 2551 ว่ามีแพทย์รุ่นนี้ลาออกก่อนใช้ทุนครบ 3 ปี มากถึง 356 คน จากจำนวนแพทย์ใช้ทุนทั้งหมด 1,189 คน
“ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบสุขภาพไทย จะเห็นได้ว่า 3 โรงพยาบาลที่ไม่มีแพทย์ประจำเลยล้วนเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีภูมิประเทศที่ไม่ดึงดูดใจ เช่น เป็นพื้นที่มีเหตุการณ์รุนแรง บนเกาะ และบนเขา ซึ่งทั้ง 3 โรงพยาบาลนี้ไม่เพียงแต่จะไม่มีแพทย์ประจำเท่านั้น แต่ยังพบว่า แม้แต่แพทย์ใช้ทุนก็ยังไม่มีปฏิบัติงาน ทั้งที่เป็นกลุ่มแพทย์จบใหม่ที่สธ.วางระบบว่าต้องมีเข้าไปเติมเต็มในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศทุกปี สถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ไปตลอด 1 ปี จนกว่าจะถึงช่วงโยกย้ายของแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนในปีต่อไป การที่มีแพทย์อยู่เพียง 1-2 คนในโรงพยาบาลเป็นภาระที่หนักมาก และเมื่อมีแพทย์ลาออกไป 1 คน ภาระงานก็จะตกแก่แพทย์ที่เหลือ ซึ่งปัญหาเช่นนี้แม้เพิ่มค่าตอบแทนลงไปมากก็ไม่สามารถธำรงแพทย์เอาไว้ได้” ดร.นงลักษณ์ กล่าว
แนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น พญ.ลลิตยา กองคำ แพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เสนอว่า กระทรวงสาธารณสุขควรขยาย โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctors-CPIRDS) ซึ่งตามโครงการเดิมจะสิ้นสุดในปี 2556 ออกไป เพื่อขยายโอกาสให้เด็กในชนบทมีโอกาสเข้ามาเรียนแพทย์และกลับไปทำงานในพื้นที่ภูมิลำเนาต่อไป
"ทั้งนี้จากผลการศึกษาพบว่า แพทย์ที่เข้าสู่ระบบตามโครงการ CPIRDS มีอัตราการคงอยู่ในชนบทสูงกว่า และมีอัตราการลาออกต่ำกว่าแพทย์ที่สอบเข้าในระบบปกติ และจากการสำรวจแพทย์ลาออกในระหว่างปี 2553-2554 พบว่าแพทย์ CPIRD ออกจากราชการประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับแพทย์ปกติ ซึ่งออกจากราชการเฉลี่ยประมาณร้อยละ 50 และแพทย์ในกลุ่ม CPIRDS เป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาในชนบทมากถึงร้อยละ 54.4 ขณะที่นักเรียนแพทย์ในระบบปกติเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาในชนบทเพียงร้อยละ 32.1 เท่านั้น" พญ.ลลิตยา กล่าว
สำหรับโครงการผลิตแพทย์เพิ่มจากระบบการผลิตปกติ ตามความต้องการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ (CPIRDS) เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) จัดทำขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547-2556 โดยคัดเลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนดีจากจังหวัดต่างๆ เข้าเรียนตามหลักสูตรมาตรฐานของคณะแพทย์ 6 ปี เพื่อให้เด็กชนบทเข้าสู่วิชาชีพแพทย์ได้มากขึ้น เมื่อจบแล้วต้องไปทำงานในภูมิลำเนาที่รับทุนเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มให้โรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัดได้ 10,678 คน
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 รายงาน



