ไลฟ์สไตล์

ภัยร้ายหน้าฝน

ภัยร้ายหน้าฝน

24 พ.ค. 2554

เมื่อเข้าสู่หน้าฝน โรคระบาดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้น “ไข้เลือดออก” โรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะ เพราะเมื่อฝนตกสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

น้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงชั้นเยี่ยม บวกกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และมีความชื้นสูง นับเป็นช่วงเวลาที่มียุงลายชุกชุม เสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออกสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก
 ด้วยเหตุนี้ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ขอแนะนำผู้ปกครอง ช่วยกันปกป้องดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดให้ห่างไกลยุงลาย ห่างไกลไข้เลือดออก
 ไข้เลือดออก ปัจจุบันมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส 2 ชนิด คือ เชื้อ “ชิกุนกุนย่า” และ เชื้อ “เดงกี่” ในเมืองไทยจะรู้จักเชื้อเดงกี่มากกว่า มียุงลายตัวเมียเป็นพาหะ ออกหากินในเวลากลางวัน หากเป็นผู้ใหญ่การหลีกเลี่ยงยุงลายกัดคงเป็นเรื่องง่าย สำหรับเด็กเป็นเรื่องที่ยากที่จะระวังยุงลาย ดังนั้น ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ จะต้องระวังให้เด็กๆ เป็นพิเศษ ทั้งนี้ ทางสมาคมเภสัชฯ จึงแนะวิธีการสังเกตอาการ การดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น รวมถึงการป้องกันโรค
อาการ
 มีไข้สูง 2-7 วัน (38-40 องศา) เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ มึนงง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน อ่อนเพลีย ซึม หน้าแดง ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดแดงๆ ตามลำตัว แขนและขา มีปัญหาทางกระเพาะปัสสาวะ มีเกล็ดเลือดต่ำ หากไม่รีบไปพบแพทย์อาจเข้าสู่ภาวะช็อก โดยจะเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว อาเจียนมาก ปวดท้อง ผิวหนังเย็นชื้น และไม่สบายตัว
การดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น
 เมื่อเด็กมีไข้สูง ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้ และให้ยาลดไข้ โดยเลือกพาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม เพราะกินได้ง่าย โดยผู้ปกครองควรอ่านฉลาก และให้ตามขนาดยาที่เขียนบนฉลาก ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง เมื่อไม่มีไข้ก็หยุดยาได้ ห้ามใช้ยาแอสไพริน ซึ่งจะส่งผลขัดขวางการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และทำให้อาการของไข้เลือดออกรุนแรงขึ้น อาจมีเลือดออกในกระเพาะได้ และอาจเข้าสู่ภาวะช็อก สังเกตได้จากเด็กจะเพลีย กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น นอกจากให้ยาลดไข้แล้วควรพยายามให้เด็กดื่มน้ำ น้ำผลไม้ น้ำแกงจืด หรือน้ำเต้าหู้ 
 ถ้าดูแลเบื้องต้นแล้ว เด็กยังมีไข้เกิน 3 วัน หรือมีอาการเลือดออก เช่น จุดสีแดงเล็กๆ ที่ผิวหนังบริเวณแขน ขา ลำตัว หน้า อาจมีเลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือดให้รีบนำส่งโรงพยาบาล  ข้อควรระวัง หากเด็กมีไข้ลดลง แต่มีอาการตัวเย็น ซึม อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย ผิวหนังเย็นชื้น เหงื่อออกมาก หรือไม่รับประทานอาหารเลย แสดงว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะอันตราย คือ อาการช็อก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
วิธีป้องกัน
 ระวังอย่าให้เด็กถูกยุงกัด โดยเฉพาะในเวลากลางวัน ให้เด็กอยู่ในบริเวณที่สว่าง ไม่อับลม นอนในมุ้ง ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และแหล่งน้ำขัง เช่น ในตุ่มเก็บน้ำ แจกันดอกไม้ ยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว เปลือกผลไม้ หรือกาละมัง และชามที่ขังน้ำไว้ โดยปิดฝาตุ่มเก็บน้ำเสมอ เปลี่ยนถ่ายน้ำในแจกันเป็นประจำ เป็นต้น
 แม้ไข้เลือดออกจะพบมากในเด็ก แต่คนทุกเพศทุกวัยก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และสามารถเป็นได้ เรียกได้ว่า เป็นโรคที่อันตรายกว่าที่หลายคนคาดคิด ในปีหนึ่งๆ คร่าชีวิตคนไทยไปไม่น้อย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก
 การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และถ้าบุตรหลานเป็นแล้วก็ต้องคอยสังเกตอาการ และดูแลอย่างใกล้ชิด ถึงน่ากลัวแต่สามารถป้องกันได้ เพราะถ้าไม่มียุงลาย ก็ไม่มีโรคไข้เลือดออก
ภก.วิพิน กาญจนการุณ
นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
โทร.0-2249-9333