
เล่นหูเล่นตา-จรจัด (I)
ทำไมไม่เข้าค่ายดังๆ มีสังกัด?
หนึ่งในคำถามที่ฉันยังต้องแอบถามตัวเอง “เออ… ทำไมล่ะ?” ถ้าฉันเปรียบตัวเองเป็นหมา (มันซื่อสัตย์และชัดเจนดี) ฉันก็คงเป็นหมาจรจัดที่เกาะกลุ่มกัน 4-5 ตัว บางวันก็แอบเดินไปคุ้ยขยะหากินตัวเดียว (บางวันก็รวมกลุ่มกันกินอย่างพร้อมหน้า หลบหลีกและรวมตัวกันตามสถานการณ์
“ยามศึกเรารบ ยามสงบเรากัดกันเอง !” (ชัดเจนอีกนั่นแหละ)
หมาจรจัด… อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนก็ไป แล้วแต่ที่ไหนมีอาหารให้กิน มีที่ให้นอนหลบแดด หลบฝน ไม่ต้องถูกใครจับใส่ปลอกคอ รอรับคำสั่งให้หยุด นั่ง ยืน เดิน ไม่ต้องถูกขัง ถูกตอน ถูกจับแต่งตัวหรือมีอิสรภาพสุดแค่ขอบรั้ว… อาณาจักรของการจรจัดคือโลกทั้งใบใต้แผ่นฟ้า ฟังดูดีมีเสรีภาพ… แต่การเอาชีวิตรอดไปวันๆ ตามลำพังนั้น มันช่างยากเย็นแสนเข็ญจนบางทีต้องแกล้งทำลืมเลือนมองข้ามมันไปเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่ไม่เคยชินเสียที มันไม่มีความมั่นคง มีแต่ความสุ่มเสี่ยง… ไม่มีอำนาจในการต่อรอง มีอยู่แค่การหลบเลี่ยงและแม้จะมีชื่อเสียง แต่ก็ยังไม่มีความปลอดภัย เพราะไม่มีใครคอยคุ้มกะลาหัว ดังนั้นการเอาตัวรอดในแต่ละครั้งอาจถึงขั้น… เลือดสาด จนต้องกลับมานอนเลียแผล…
เมื่ออิสรภาพกับความมั่นคงมันไปกันคนละทาง และชีวิตนี้ก็มีชีวิตเดียว ฉันจึงขอเลือกที่จะเป็นอิสระ การป็นนักร้องไร้อิสระ หรือนักร้องจรจัดแบบฉัน มันก็ช่วยทำให้กระดูกแข็งขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแคลเซียมเสริม อยู่ง่าย กินง่ายไปเรื่อยๆ แต่ต้องซื่อสัตย์และชัดเจน
“เอ้า มากันครบรึยังวงทาเคชิ สายมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว ไปทำงานไม่ได้ไปทัศนาจรนะพวกมึง ร้องทุ่มครึ่ง คอยดูนะถ้าไปไม่ทัน จะหักเงินให้หมด”
“หักเงินลูกชายพี่คนแรกเลยนะ โก้ มิสเตอร์แซกแมน ยังไม่มาเลย บอกว่าจะไปรอที่ปั๊มแถวรังสิต” สีเกดว่า นั่นแหละที่ทำให้ฉันหุบปาก อารมณ์ลุ้นหวยเกิดกับฉันบ่อยๆ ตอนที่ลุ้นว่าโก้จะมาทันมั้ย แต่ในที่สุด สมาชิกทุกคนก็นั่งอัดกันอยู่เต็มรถ เหมือนรถขนหมูไปโรงฆ่าสัตว์ รวมทั้งนุชนาฎ และสีเกด แถมเด็ก 9 ขวบอีกหนึ่งคน
“แม่มันไปเข้าเวรที่โรงพยาบาล ผมก็เลยพาลูกมาด้วย” จิ๊บ มือเบสในวงบอก
ฉันหันไปมองหน้าเด็ก… แล้วผงะเล็กน้อย หน้าตาเหมือนพ่อจนน่าตกใจ (มาก) หน้าป้านๆ ดั้งแบนๆ แถมฟันไม่เท่ากันสักซี่ นี่มันยังเป็นเด็กอยู่เลยน่าเอ็นดู แต่โตมา… ไม่อยากจะคิด! นี่แหละที่ทำให้ฉันไม่อยากจะมีลูก ลูกหน้าเหมือนฉันคงน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว ดีที่ฉันกับจิ๊บและจ้า (ลูกมัน) นั่งคนละแถว ขืนนั่งรวมกันก็… ลัดดาแลนด์ !
โก้หอบถุงขนมและน้ำอัดลมขึ้นมาแบ่งกันกินในรถ นุชนาฎยื่นแผ่นดีวีดีที่เตรียมมาฉายดูฆ่าเวลา “หอแต๋วแตกแหวกชิมิ” อือ… ดี ฉันชอบดูหนังผี ส่วนที่เหลือชอบดูหนังตลก เอามารวมกันได้เสียงหัวเราะลั่นรถ โดยเฉพาะนุชนาฎที่แหกปากหัวเราะใส่ข้างหูฉันจนไม่เป็นอันงีบ หัวเราะจนตัวสั่นตัวคลอนมาเบียดฉันตลอดทาง เวลาผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมง รถตู้ก็พาเรามาถึงรีสอร์ทแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ ทุกคนหอบข้าวของลงจากรถทั้งเครื่องดนตรีและเสื้อผ้าที่เอามาเปลี่ยน (ได้อารมณ์ของวงดนตรีลูกทุ่ง นกน้อย อุไรพร ก็ตรงนี้แหละ) โดยมีทีมงานนำหน้าไปห้องพัก… ทุ่มกว่าๆ แล้ว พวกเราจึงอยู่ในอาการหิวโซ งานนี้เขาใจดีมีอาหารใส่ถาดอุ่นวางไว้ให้ตักกินแทนข้าวกล่องที่คุ้นจนเคย (ชิน) ต่างคนต่างตักราดข้าวแล้วจบด้วยน้ำเปล่า นั่นก็ดีพอแล้วสำหรับผู้ใช้แรงงานอย่างพวกเราที่ไม่คิดจะเอาสิทธิพิเศษส่วนตัวไปเรียกร้องเอาอะไรกับทีมงานที่ทำงานกันหัวหมุน ทั้งพวกเราและทีมงานต่างก็เป็นลูกจ้างชั่วคราว
โก้ สวมเสื้อญี่ปุ่น “ยูกาตะ” (ทั้งเสื้อและลำตัว กลายเป็น ญี่ปุ่นข้อเดียว) เพื่อให้เข้ากับรูปแบบของงาน ฉันแอบมองโก้ที่ดูจะเห่อการแต่งตัวแบบนั้น มองกี่ทีก็เหมือนยากูซ่า แต่พอมองหน้าตัวเองแล้วเหมือน มาม่าซัง ! ได้เวลาแสดงแล้ว… โก้เริ่มเปิดการแสดงด้วยเพลงบรรเลง (ทั้งปี!) เดินทำตัวกลม (กลืน) กับลูกค้าในงานเป็นการกระชับความสัมพันธ์และเป็นกันเอง เป็นช่วงเวลาที่โก้ดูจะมีความสุขมากกว่าคนฟังเสียอีก ไม่รู้จะดีใจอะไรกันนักหนาทำยังกับว่าทั้งเดือนมีอยู่งานเดียว (เออ… ใช่!) เล่นถวายชีวิตจนเหงื่อแตกเหงื่อแตน ส่วนฉันเหงื่อตกกีบ ! เพราะเล่นเลยเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นคนดูคนฟังมีความสุขได้ฟังเพลงทั่วถึงทุกวัย ทั้งเพลงเก่า เพลงใหม่ เพลงจีน เพลงไทย เพลงฝรั่ง และเพลงบรรเลง นี่คือสิ่งที่ทั้งโก้และฉันนึกขอบคุณประสบการณ์และสถานที่ที่พวกเราเคยเล่นผ่านมา 20 ปี มันทำให้เรารู้จักความแตกต่างและหลากหลายของรสนิยมในการฟัง มันทำให้เราเคารพในแนวเพลงทุกแนว ไม่ว่าแนวแจ๊ส ป๊อป ร็อก ไปยันลูกทุ่งหมอลำ การทำงานตามสั่งตามความชอบของคนฟังอย่างไร้ตัวตน ทิ้งอัตตาและความหยิ่งยโสไว้ใต้ส้นรองเท้ากดทับมันลงไปด้วยความรัก ความตั้งใจที่จะตอบแทนลูกค้าหรือคนฟังที่เสียสตางค์มาจ้างพวกเราให้คุ้มค่าเพื่อให้เกิดความประทับใจ งานมันก็ต่องานของมันไปจนกว่าจะถึงวันที่พวกเราทำไม่ไหวหรือไม่มีใครจ้างต้องนั่งอยู่บ้านเฉยๆ ย้อนคิดคำนึงถึงสิ่งที่ผ่านมา อย่างน้อยเราก็จะได้บอกตัวเองว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่เราไม่ตั้งใจและไม่มีครั้งใดที่เราดูถูกคนฟัง… ของเรา
เกือบเที่ยงคืนแล้ว พวกเราก็หิวอีกแล้ว รถตู้จึงจอดแวะที่ร้านข้าวต้มข้างทางในสระบุรี ฉันเดินลงจากรถอย่างสับสน ไม่รู้ว่าง่วงหรือหิว รู้สึกหนักหนังตาแล้วท้องก็ร้องด้วย แต่พอดึงขนตาปลอมออกก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง (แผงขนตาหนายังกับไม้กวาด ไม่ง่วงก็ให้มันรู้ไป) ทุกคนนั่งประจำที่แล้วสั่งอาหารราวกับพรุ่งนี้โลกจะแตก เวลานั้นเหมือนมีชูชกอยู่บนโต๊ะเกือบสิบตัว กินเสร็จก็กลับขึ้นรถ นุชนาฎคนเดิมนำเสนอ “วงษ์คำเหลาเดอะซีรี่ส์” ถึงทีที่ฉันจะเอาคืนนุชนาฎ โดยมี โก้ มิสเตอร์แซกแมน เป็นลูกคู่ ทั้งพี่และน้องแหกปากหัวเราะกันจนรถจะแตก ขณะที่คนที่เหลือเขาหลับกันเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะลูกไอ้จิ๊บที่หลับไปเพราะง่วงหรือรำคาญลุงกับป้ามันก็ไม่รู้
ตีสอง รถตู้มาถึงคอนโดของฉัน ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันเดินเข้าห้องโล่งกว้างที่ไม่น่าจะมีคนอยู่แค่คนเดียว… แค่ฉัน แต่ชีวิตมันช่างตลกพอๆ กับหน้า ทั้งส่วนตัวและการงาน ฉันก็เลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียว (เลือกเองไม่ใช่จำเป็น… เดี๋ยวด่า!) เผชิญและผจญสิ่งต่างๆ ทั้งดีและร้ายตามลำพัง… เพียงเพื่อแลกกับคำว่า… “อิสรภาพ” ที่ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป …



