
เล่นหูเล่นตา - เด็กฝาก
การบรรลุเป้าหมายในบางครั้ง ไม่ได้อาศัยเพียงความสามารถที่มีอยู่ หากแต่อาศัยสถานภาพที่เป็นอยู่
…
“บางอย่างป้าไก่ก็ทำไม่ได้ แต่เจนนิเฟอร์ คิ้ม ทำได้”
หลานชายวัยก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับหนุ่ม และตุ๊ดกับผู้ชาย ยืนคิ้วหึกจ้องหน้าฉันอย่างจริงจังกับคำพูดทีเล่นทีจริง เด็กหัวเท่ากำปั้นมันคิดอะไรของมันแบบนั้น
แต่พอเอากลับมาทบทวนดูในช่วงเวลาที่จิตใจเป็นกลางไม่เข้าข้างหรืออคติก็เห็นด้วยกับมันอย่างไม่มีข้อสงสัย …
“พี่หม่วยขา หนูอยากฝากหลานชายให้ไปฝึกงานทำอาหารในร้านแยงซีเกียง พี่หม่วยช่วยเกริ่นกับเจ้าของร้านให้หน่อยนะคะ ”
ความช่วยเหลือด่านแรกฉันขอจากพี่หม่วย เพื่อนสนิทของพี่อ้อย (บ้านลุงกะป้า) พี่สาว 2 คนที่ฉันสนิทใจด้วยว่าทั้งสองเป็นคนกว้างขวางในเชียงใหม่ (ทั้งชื่อเสียงและขนาด) ถึงขั้นเรียกให้น่าหมั่นไส้ได้ว่า “เซเลบ” (Celebrity) จะขอความช่วยเหลือหรือขอแรงจากใครคงจะฉันทำได้ง่ายดายกว่านักร้องธรรมดาอย่างฉันเป็นแน่ … หลังจากพี่หม่วย ซอฟต์โอเพนนิ่ง (Soft Opening) เกริ่นนำไปให้ฉันในตอนต้น ก็ถึงเวลาที่ฉันจะแกรนด์โอเพนนิ่ง (Grand Opening) ต่อไป …
พวกเรายกโขยงกันไปกินอาหารจีนในร้ายแยงซีเกียงอย่างที่ทำกันเป็นปกติทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่ เพียงแต่ครั้งนี้มีวาระซ่อนเร้นใต้เข่งขนมจีบ อาหารที่เรียกว่าติ่มซำ ทั้งนึ่ง และทอด วิ่งกรูกันเข้าไปอุดอู้อยู่ในกระเพาะพวกเราจนรูสะดือขยายออกเป็นหลุมกว้าง หนังท้องแผ่ออกเป็นผิวลูกโป่งให้พวกเรานั่งคลำราวกับคนใกล้คลอด (โดยเฉพาะ “นุชนาฎ”) ระหว่างที่คุยกัน ผู้ชายวัย 40 ปลายๆ รูปร่างสันทัด จมูกโด่งงุ้มแบบเดียวกับหลิวเต๋อหัว หนวดเครา 2 สีขึ้นประปรายบนใบหน้า สวมเสื้อยืดกางเกงวอร์มสีทึมๆ ที่เลอะเปรอะไปด้วยแป้งสีขาวทั้งตัว นี่ละมั้งที่การันตีความอร่อยที่อยู่ในท้องพวกเรา
“คนนี้เหรอที่จะเอามาฝึกงานที่นี่” ชายเจ้าของร้านที่ใครๆ เรียกว่า “ซีฝู” (อาจารย์) ถามขึ้นหลังจากหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ข้างๆ ฉัน ด้วยสำเนียงจีนฮ่องกงจ๋า ที่พวกเราต้องตั้งใจฟังให้ออกทุกคำราวกับอาจารย์กำลังใบ้หวย … ณัฐ หลานชายวัย 25 ของฉัน พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า “ครับ” เป็นการรายงานตัว
“คุณอยากจะทำอะไร… แค่ไหน?”
ฉันนึกว่าตัวเองจะแกรนด์โอเพนนิ่งอยู่คนเดียวจากการที่ชอบแสดงอาการฉก จก และฟันโชะซึ่งหน้า เจอกับท่านเจ้าสำนักถึงกับอึ้งย้งไป 2 วิ ซีฝูถามแบบกว้างxยาวxสูง ไม่ใช่เอาแค่พื้นที่ แต่กินลึกไปถึงปริมาตร จนฉันต้องคอยช่วยตอบเป็นระยะกลัวว่าหลานจะตกสัมภาษณ์
“คุณอยากทำเป็นเฉยๆ แค่เป็นลูกจ้าง หรือจะเป็นเจ้าของร้าน” เจอหมัดที่สองฮุกขวาเข้าที่ปลายคาง ถึงกับมึนกันไปทั้งน้าหลาน เอาแค่ทำให้เป็นก่อนยังต้องลุ้น ก็เลยไม่มีใครกล้าคิดไกลกว่านี้ แต่ซีฝูสอนให้ตั้งเป้าหมายไว้ให้ชัดเจนก่อนเพื่อที่เราจะได้มุ่งมั่นไปให้ถึงมัน เดินไปอย่างมีจุดมุ่งหมายนั่นเอง… ตรงนี้แหละที่ฉันคิดได้ว่า ฉันพาหลานมาไม่ผิดที่
“ผมเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 11 ขวบ อาจารย์ดุมาก ทำผิดนิดหน่อยก็เอากระบวยตักน้ำแกงตีหัว เลิกงานทำความสะอาดครัวเสร็จแล้วอาจารย์ก็โยนกางเกงในให้ซัก ทำแบบนี้ทุกวัน แล้วเขาก็หวงวิชานะ ไม่ถามเขาก็ไม่บอก บางทีก็ต้องคอยดูคอยสังเกตเอาเอง ผมทำงานที่ฮ่องกงหลายร้าน หลายโรงแรม พอมาเมืองไทยก็ทำที่อินเตอร์คอน (Inter Continental) ข้างๆ เกษรพลาซ่า ตอนผมออกมาหัวหน้าเรียกคุยจะให้เงินเดือนเพิ่ม ผมไม่เอา ผมอยากทำเพื่อตัวเอง เป็นเจ้าของร้านเอง เป็นลูกจ้างเขาจะเก่งแค่ไหนก็ไม่มีใครจำได้ เขาจำได้แต่ชื่อร้าน ชื่อโรงแรม เราทำชื่อเสียงเงินทองให้เขา เราก็ได้แค่ค่าจ้าง แต่ถ้ามาทำเองเราก็ได้กับตัวเอง ผมให้เวลาตัวเอง 2 ปีที่เชียงใหม่ ถ้าผมทำไม่สำเร็จผมก็จะกลับไปที่โรงแรมเก่าผมบอกกับหัวหน้าอย่างนั้น … ตอนนี้เลยมา 3 ปีแล้ว …”
“ผมเริ่มจากร้านเล็กๆ เราควบคุมดูแลคุณภาพกับความอร่อยได้ง่ายกว่า ของเราก็ไปเลือกซื้อเอง ทั้งของที่ฮ่องกงกับของที่นี่ แป้งทุกอย่างเราก็นวดเองปั้นเอง ไม่อย่างนั้นไม่ได้กำไร ร้านไหนอร่อย ชื่อดัง จะเก่าหรือใหม่ก็ต้องไปชิม ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ขนาดร้านไม่อร่อยผมยังต้องเสียเงินไปกินดูซิว่ามันไม่ดีตรงไหน รายการอาหารของฝรั่งผมก็ชอบดู ผมชอบเชฟแรมซีย์ (กอร์ดอน แรมซีย์) รายการเฮล คิทเช่น (Hell’s Kitchen) ผมดูทุกซีซั่นเลย เวลาผมทำงานก็จริงจังและดุเหมือนกับเขา วันแรกที่เปิดร้านผมไล่ลูกน้องออก 6 คน ตอนรับเข้ามาเทสต์อาหารก็ใช้ได้ แต่พอทำจริงๆ ทำไม่ได้ในเวลาที่จำกัด อาหารออกมาไม่ดีเสียชื่อ ก็ต้องไล่ออก …”
ทั้งประวัติ ทัศนคติ แนวคิดและจุดมุ่งหมาย ดูจริงจังและชัดเจนราวกับดูหนัง 3 มิติ แต่ทั้งฉันและนุชนาฎกลับมองหน้ากันแล้วกลั้นหัวเราะจนหูแดงทุกครั้งที่ถอดคำพูดสำเนียงจีนของซีฝู เนื้อหาซีเรียสแต่ซาวนด์แทรคขำก๊าก เหมือนให้เสียงภาษาไทยโดย “พันธมิตร” แต่ใครจะกล้าหัวเราะ โดยเฉพาะคำว่า “เชฟแรมซีย์” ที่ซีฝูออกเสียงว่า “เช็บเลมซี่” เต็มๆ ! ไหนจะคำบางคำที่ไม่สามารถหารากศัพท์ได้จากสิ่งที่ได้ยิน
“ผมทำซาลาเปาแบบใหม่ออกมา เป็นซาลาเปาไส้ไข่เค็มกับครีม ลองชิมดูสิ …”
สิ้นสุดคำพูดของซีฝู ซาลาเปาผิวเงาๆ ที่นึ่งร้อนก็ถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้าพวกเรา แบ่งกันชิมแล้วลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า … อร่อย แต่ซีฝูก็ยังไม่พอใจ
“อันนี้ยังใช้ไม่ได้ สงสัยตอนนึ่งความร้อนจะไม่ถึง เวลาบิซาลาเปาให้แยกออกจากกัน มันจะต้องมี “หลามไหล” ออกมา … อันนี้มันแห้ง หลามไม่ไหล …”
ฉันกับนุชนาฎมองหน้ากันอีกครั้ง คราวนี้นุชทำหน้าเฉยๆ นุชคงเข้าใจตรงตัวว่า “หลามไหล” เหมือนกระแสน้ำที่หลามไหล แต่สักพักนังนุชก้มหน้าตัวสั่นเหมือนร่างทรง (มันแอบหัวเราะอยู่) ส่วนฉันกลั้นไม่อยู่แล้ว หัวเราะก๊ากใส่หน้าซีฝูเลย แต่ซีฝูคงไม่เข้าใจว่า … อีพวกนี้หัวเราะอะไร?
“ผมไม่หวงวิชานะ สูตรที่ผมมีก็จดเอาไปเลย อย่าลืมเอาสมุดมาจดนะ มีสูตรก็ไม่ได้แปลว่าจะทำได้ เพราะพอทำจริงมันก็มีปัญหาขึ้นมา คุณต้องรู้ว่าปัญหาเกิดจากอะไร แล้วจะต้องแก้ยังไง มันต้องอาศัยประสบการณ์ อย่างน้อยก็ต้องฝึก 2-3 ปี คุณคิดว่าไหวมั้ย?”
ตอนนี้เด็กฝาก (หลานชายของฉัน) ได้กลายเป็นลูกศิษย์ของซีฝูไปแล้ว จะไหวหรือไม่ ไม่มีใครรู้ รู้แค่ว่า … ความพยายามและความอดทนมันอยู่ในสายเลือดของพวกเรา
“อี๊ (น้า) ทำไมซีฝูเขายอมรับณัฐเป็นลูกศิษย์ ทั้งๆ ที่เขากับเราก็เพิ่งรู้จักกัน”
“ถ้าณัฐไม่โชคดี ก็คงเจอคนดีจริงๆ ละมั้งลูก”
มีคนบอกว่า การขอความช่วยเหลือจากใคร ถ้าไม่รู้จักกันมานานก็ต้องเคยช่วยเหลือกันมาก่อน แต่สำหรับฉัน มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง! การหากำไรจากความช่วยเหลือที่ผ่านมาล้มเหลว ขาดทุนต่อเนื่อง มิตรภาพกับเวลา มันรวมหัวกันเกลียดขี้หน้าฉัน จนหลายครั้งฉันแทบจะถอดใจกับคำว่าช่วยเหลือ และนี่คือครั้งที่ 2 ในชีวิต ที่มีคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนให้ความช่วยเหลือ ทำให้ฉันกลับมาเชื่อว่า “คนดีๆ ยังมีอยู่จริง” และความดีก็ข้ามเส้นมิตรภาพกับกาลเวลา มันพิเศษกว่าตรงที่พร้อมใช้และพร้อมให้เสมอราวกับว่ายิ่งให้มันยิ่งงอกยิ่งพอกพูน
ถึงแม้หลานชายฉันจะเป็นเด็กฝาก และฉันจะใช้เส้นสายที่มาจากสถานภาพความเป็นนักร้องของฉัน แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อมั่นในความดี โดยไม่มีข้อสงสัยและเงื่อนไข
สุดท้าย การบรรลุเป้าหมายในแต่ละครั้ง นอกเหนือจากต้องอาศัยความสามารถที่มีอยู่ หรือสถานภาพที่เป็นอยู่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ … ความดี
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



