ไลฟ์สไตล์

วิจัยชี้คนไทยรู้เรื่องอาเซียนต่ำแนะสถาบันการศึกษารับมือ

วิจัยชี้คนไทยรู้เรื่องอาเซียนต่ำแนะสถาบันการศึกษารับมือ

16 พ.ค. 2554

"ผลการศึกษาการเตรียมความพร้อมการผลิตกำลังคนสู่การเป็นประชาคมอาเซียนและเปิดเสรีการค้าบริการด้านอุดมศึกษา ของ รศ.ดร.นันทนา คชเสนี ผู้อำนวยการบริหารเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน เกี่ยวกับทัศนคติและการตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียน

 โดยสำรวจจากจำนวนนักศึกษา 2,1701 คน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ระบุว่า ประเทศไทยมีความรู้เกี่ยวกับอาเซียนอยู่อันดับสุดท้าย แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องการเร่งให้การศึกษาคนของเรา เพื่อเตรียมความพร้อมในปี 2558 ที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน" ผศ.นาถรพี ชัยมงคล รองคณบดีฝ่ายบริหารและแผน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าว

 ในปี 2558 จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีใน 7 สาขาอาชีพ คือ ได้แก่ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี หากไม่ได้เตรียมความพร้อมให้แก่บัณฑิตไทย เกรงว่าอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้ หมายความว่าโอกาสในการทำงานใน 7 อาชีพ ก็จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงจำเป็นที่สถาบันการศึกษาต่างๆ จะต้องพัฒนาบุคลากร และบัณฑิตเพื่อการนี้

 อีกฐานะหนึ่ง ผศ.นาถรพี เป็นหัวหน้าโครงการความร่วมมือด้านการศึกษา และวิจัยระหว่างไทย-จีน  คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ตั้งแต่ปี 2551 จึงได้ตกลงทำความร่วมมือกับ Guangxi International Business Vocational College สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ระหว่าง 2 สถาบัน เพื่อให้นักศึกษาจีนสามารถใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้มีโอกาสไปเรียนร่วมหรือฝึกงานในต่างประเทศ จัดทำหลักสูตร และการทำการวิจัยร่วมกัน

 ปีที่ผ่านมาได้รับนักศึกษาจีนเข้ามาฝึกอบรมความรู้ทางด้านบริหารธุรกิจ การใช้ภาษาไทย ศัพท์เทคนิคทางด้านธุรกิจ รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ส่วนปีการศึกษา 2553 ได้จัดทำโครงการอบรมนักศึกษาจีน รุ่นที่ 3 อีก 26 คน ส่งนักศึกษาไทยไปฝึกงานที่ประเทศจีน เพื่อเปิดโลกทัศน์ มุมมองการทำงานแก่นักศึกษาไทย

 ปีการศึกษา 2554 จะพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน โดยคาดว่าจะเริ่มพัฒนาหลักสูตรสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ เนื่องจากหลักสูตรดังกล่าวมีความจำเป็นในการทำธุรกิจ โลกอนาคตธุรกิจจะเปิดกว้างมากขึ้น บัณฑิตที่มีความรู้ด้านทักษะทางธุรกิจ ภาษา และมีเครือข่ายเพื่อนชาวต่าวชาติ จะทำให้บัณฑิตหางานได้ง่ายขึ้น และมีศักยภาพในการทำงาน เป็นที่ต้องการของตลาด
 
 "การดำเนินงานในโครงการ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคณะ ให้มีความพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาภูมิภาคอาเซียน หรือฮับทางการศึกษา และเป็นการเตรียมความพร้อมแก่นักศึกษา คณาจารย์ ในการแลกเปลี่ยนทางด้านความรู้ ด้านวิชาการ ภาษา และวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ เมื่ออาจารย์มีองค์ความรู้มากขึ้น จะทำให้สามารถนำไปถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาได้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน" ผศ.นาถรพีกล่าว

  ปัจจุบันมีศูนย์ศึกษาอาเซียน หรืออาเซียนศึกษา เปิดกว้างให้มหาวิทยาลัยในอาเซียนเป็นสมาชิกได้ เป็นเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ ทั้งนักศึกษา อาจารย์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือประชาคมอาเซียน สถาบันการศึกษาจะต้องมีการสอนภาษาของประเทศอาเซียน เช่น ภาษาบาฮาซา ที่ใช้ในประเทศอินโดนีเซีย ภาษาจีน นอกเหนือจากหลักสูตรด้านภาษาอังกฤษที่เข้มข้นแล้ว

 รวมทั้งเรื่องภาษา วัฒนธรรม กฎ เกณฑ์ข้อปฏิบัติต่างๆ เป็นเรื่องที่สถาบันการศึกษาทุกแห่งต้องบรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นประถม มัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษารู้ว่าสิ่งที่ตนเองจะเรียน ศึกษานั้น มีตลาดรองรับ มีโอกาสมากน้อยขนาดไหน

 แม้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ คุณภาพของคน แต่ถ้าไม่ตื่นตัว ไม่พัฒนาเติมศักยภาพให้แก่ตนเอง และเตรียมการไว้รองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ไม่แน่นักว่าจะสามารถอยู่รอดได้ ดังนั้น ทุกสถาบันการศึกษา ทุกคณะ ทุกสาขาวิชา จะต้องปรับตัวเอง หยุดนิ่งไม่พัฒนาไม่ได้ คณะบริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี ก็ต้องปรับปรุง หลักสูตรต่างๆ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่เปลี่ยนไป เพื่อเตรียมคนเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

 ขณะนี้เหลือเวลาเพียง 3 ปีกับอีก 8 เดือนเท่านั้น หากสถาบันการศึกษาไทยยังไม่ได้เตรียมรับมือในการผลิตบัณฑิตแล้ว เกรงว่าในอนาคตประชากรไทยคงจะมีที่ยืนในตลาดงานน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว และไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง
   
   0 หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ 0