
บุญบั้งไฟสุคิรินหนึ่งเดียวที่ปักษ์ใต้
สูงเสียดฟ้า ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของกองเชียร์รอบสนาม เพื่อลุ้นให้บั้งไฟอยู่เหนือฟากฟ้าให้นานที่สุด เป็นวิถีชีวิตที่ยังคงถูกสานต่อมากนานกว่า 30 ปีที่บ้านภูเขาทอง ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส นับตั้งแต่ลูกหลานที่ราบสูง อพยพย้ายถิ่นจากภาคอีสาน และบางส่วนจ
กว่าพันครอบครัวจึงหอบลูกจูงหลานมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินที่นี้ จนปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นที่สองและรุ่นที่สาม ก้าวเข้ามาสานต่อประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของลูกอีสานไว้ ทำให้ทุกๆ เดือนหกของทุกปี หรือประมาณสับดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม หมู่บ้านชายขอบกลางหุบเขาสันกาลาคีรี แห่งนี้ จึงมีประเพณีสำคัญของคนอีสาน อย่างงานบุญบั้งไฟ ที่จะรวมเอาพี่น้อง เพื่อนพ้อง และเหล่าญาติมิตรชาวอีสานให้มาร่วมเฉลิมฉลองงานบุญร่วมกัน
ในช่วงเช้าหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ในชุดผ้าซิ่น สไบเฉียง และผ้าขาวม้าพาดเอวสำหรับคนหนุ่ม ต่างก็หอบหิ้วกระติบข้าวเหนียว และอาหารอีสาน อย่างส้มตำปลาร้า ลาบ หรือแกงอ่อม มารวมตัวกันที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน เพื่อทำบุญร่วมกัน โดยนิมนต์พระมาสวดสะเดาะเคราะห์หมู่บ้าน เพื่อทำพิธีรดน้ำมนต์บั้งไฟลูกปฐมฤกษ์ ที่รวมเอาเศษผมและเล็บของคนทั้งหมู่บ้านไว้ภายในบั้งไฟ ก่อนที่เจ้าอาวาสจะเป็นผู้ทำพิธีจุดบั้งไฟลูกแรกขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากนั้นเสียงดนตรีของคณะ “พิณพาเพลินย้อนยุค” ที่รวมอายุของทั้งนักดนตรี นักร้อง และหางเครื่องที่รวมกันมากกว่า 2,000 ปี ของกลุ่มผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตบ้านปลายด้วยเสียงเพลงก็ดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงเครื่องดนตรีอีสานทำเอง ทั้งโปงลาง หรือพิณ บรรเลงท่วงทำนองเพลงอีสาน เรียกให้กองเชียร์ที่มารอลุ้นการแข่งขันบั้งไฟรอบสนามต้องออกลีลาเต้นรำอย่างสนุกสนาน
จิราพร นกพรหม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ภูเขาทอง ซึ่งพื้นเพเดิมเป็นชาวบุรีรัมย์ นับเป็นลูกอีสาน รุ่นที่สองที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ บอกว่า แม้หลายคนจะจากถิ่นฐานบ้านเกิดหลายปีแล้ว แต่ยังจดจำประเพณีสำคัญในถิ่นเกิดได้เป็นอย่างดี ทุกคนจึงอยากรักษาเอาไว้ โดยเฉพาะประเพณีงานบุญบั้งไฟที่เป็นสัญลักษณ์ของคนอีสาน “เด็กๆ เราก็สอนให้เขาได้รู้ว่าเขามาจากที่ไหน ให้เขารู้ว่าบรรพบุรุษเขาเป็นคนอีสาน ให้เขาได้ภูมิใจ แม้เราจะอยู่ที่นี่ แต่เราก็ยังสืบสานประเพณีของเราได้ ”
ไม่แตกต่างไปจากความพยายามของแชมป์ทำบั้งไฟสองสมัย อย่าง “บุญทัน แก้วสุโพธิ์” ที่พยายามถ่ายทอดความรู้การทำบั้งไฟให้คนอื่นๆในหมู่บ้าน เพื่อให้ภูมิปัญญาของคนอีสานยังคงสืบสานต่อที่นี่ บุญทันบอกว่า สถานการณ์ความรุนแรง ทำให้ต้องสั่งซื้อดินประสิวมาจากภาคอีสาน โดยขออนุญาตหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อนำมาใช้ในงานนี้โดยเฉพาะ ทำให้ต้นทุนในการทำบั้งไฟสูงขึ้น โดยบั้งไฟขนาด 80 เซนติเมตร ที่นิยมทำกันที่นี่ มีต้นทุนตกอันละ 800 บาท สูงกว่าการทำบั้งไฟในภาคอีสานซึ่งจะอยู่ที่ 400-500 บาท แต่ชาวบ้านภูเขาทองก็ยังคงสืบสานการทำบั้งไฟมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี เพราะทุกคนอยากให้อัตลักษณ์ของคนอีสานยังคงอยู่
ปัจจุบัน ส่วนลูกหลานชาวอีสานรุ่นเล็กหลายคน เริ่มจับกลุ่มทำบั้งไฟขนาดจิ๋ว ลองผิดลองถูก พวกเขาคือความหวังของลูกอีสานรุ่นที่ 3 ที่จะสืบทอดประเพณี “บุญบั้งไฟ” ที่ติดตัวมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น ซึมซับให้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของคนพื้นถิ่นอีสาน ในดินแดนปลายด้ามขวานได้อย่างกลมกลืน
ถิ่นไทยงาม
เรื่องและภาพ โดย จรูญ ทองนวล
ศูนย์ภาพเนชั่น



