ไลฟ์สไตล์

เกี่ยวหมอกเก็บดาวที่เขากระโจม-เขาแหลม

เกี่ยวหมอกเก็บดาวที่เขากระโจม-เขาแหลม

15 พ.ค. 2554

เดินทางกันทำไมบ่อยๆ ?? อยู่ติดบ้านเป็นมั้ย ?? หนีเที่ยวอีกแล้วหรือ ?? คำถามที่ฉันมักได้ยินอยู่บ่อยครั้ง และก็มักตอบกลับไปว่า "เวลาคนเรามีเท่าๆ กัน วันหยุดก็มีพอๆ กัน แต่เราเลือกใช้ไม่เหมือนกันต่างหาก"

 แค่เสาร์-อาทิตย์ 2 วันที่มี ฉันแพ็กเป้เดินทางตามคำชวนของเพื่อน "ไปมั้ย เขากระโจม-เขาแหลม"  ฉันถามเพียงว่าไปยังไง ใครไปบ้าง แต่ลงท้ายก็คือ ออกเดินทางเมื่อไหร่ เจอกันที่คิวรถนะ เขากระโจม-เขาแหลม อยู่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เราพลพรรค 9 คน นัดรวมพลที่วินรถตู้สายจอมบึง ที่หมอชิต คืนวันศุกร์ เพราะนัดเจอเพื่อนอีก 2 คน ที่หน้า อ.จอมบึง และยังนัดรถของ "กลุ่มรักษ์เขากระโจม" มารับเดินทางต่อไปสวนผึ้ง เป้าหมายคืนนี้จะไปนอนกันที่ศาลาริมน้ำ ทางขึ้นเขากระโจมเลยทีเดียว (ปัจจุบันมีรถตู้จากหน้าห้างเซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปถึง อ.สวนผึ้ง)

 ค่อนดึกที่เดินทางไปถึง เราเลยเร่งรีบจัดแจงนอนพักเอาแรง รุ่งขึ้นจะได้ตื่นไปดูทะเลหมอกบนยอดเนิน 1000 จุดชมวิว กับเส้นทางที่เคยได้ยินได้อ่านมาว่า ค่อนข้างชัน รถกระบะโฟร์วีลส์ ถึงจะขึ้นไปถึง โดยเฉพาะทางชันช่วงสุดท้าย ที่มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางทีรถแรงไม่พอ หรือขึ้นไปเกิดแฉลบตะแคงพลิกข้างทาง ...พรุ่งนี้คงได้รู้

 เช้ามืดไม่โอ้เอ้ รีบเตรียมอุปกรณ์ สำหรับฉันเองก็ไม่มีอะไรมาก แค่กล้องถ่ายรูปและขวดน้ำประจำตัว และที่ขาดไม่ได้คือใส่ถุงกันทาก เพราะแอบได้ยินมาว่า "มีทาก" ด้วย หรือถ้าไม่มีก็กันขากางเกงเปรอะก็ยังดี... ฮา

 เขากระโจม ห่างจากตัวเมืองราว 80 กิโลเมตร เป็นภูเขาที่สูงใน จ.ราชบุรี ประมาณ 1,045 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) บนจุดสูงสุดเป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศไทยกับประเทศพม่า มีลานกว้างสำหรับกางเต็นท์พักแรม สามารถชมทิวทัศน์ได้รอบบริเวณ ซึ่งจะมีฐานทหารหน่วย "ทับทิมสยาม" คอยดูแล

 อืมมม...ที่เขาว่ามาก็ไม่ผิดปากเท่าไหร่ เพราะเจอกับทางชัน แล้วยังเป็นโค้งอีก คงจุดนี้นี่เองที่เขาบอกว่ามีรถพลิกคว่ำบ่อย สุดท้ายพี่คนขับก็จอดให้เราลงเดิน หลังจากไม่อาจฝืนสังขารรถ ถือซะว่า วอล์มร่างกายก่อนไปเดินขึ้นเขาจริงๆ ในช่วงสายแล้วกัน เพราะเป้าหมายหลักอยู่ที่ "ยอดเขาแหลม" ที่มียอดสูง 1,150 ม.รทก.
 
 แต่เนื่องจากฉันมาช่วงมีฝน เช้านี้ก็มีฝนปรอยๆ แต่ไม่มากนัก ทะเลหมอกยามเช้าก็ได้แต่ฟุ้งๆ  เห็นมีรถจอดตั้งแคมป์ เนิน 1000 อยู่คันเดียว พวกเราเดินเลยไปก่อน ขึ้นไปบนจุดที่สูงกว่า เข้าแนวป่า ไปหากล้วยไม้ดู เอาล่ะสิ เจอทากเจาะยางซะแล้ว ดีที่มีเพื่อนช่วยจับให้ เข้าป่าตามเสียงนกร้องไปไม่ไกล แค่พอรู้สึกท้องร้องหิวกาแฟนั่นแหละ ถึงได้เดินออกมากัน แล้วแวะไปถ่ายรูปตรงจุดชมวิวเนิน 1000 แวะทักทายพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ หุหุ กำลังทำอาหารเช้าพอดี ฉันเลยได้กาแฟร้อนๆ ติดมือมา 1 แก้ว นั่งจิบระหว่างรอเพื่อนๆ ถ่ายรูป

 พักใหญ่ เราถึงได้เดินลงจากเขากระโจม มาขึ้นรถกระบะที่จอดรออยู่ตรงทางลาดข้างล่าง คลื่นหมอกถูกลมซัดมาเป็นระลอก พอแดดสายๆ เราก็ถึงศาลาที่พักริมทาง เราจัดการกาแฟ และอาหารเช้าง่ายๆ ก่อนจะแพ็กเป้ขึ้นรถเพื่อเดินทางกันต่อ แวะรับคนนำทาง ลูกหาบ และเสบียงที่ "กลุ่มรักษ์เขากระโจม" จัดการมื้อเที่ยงกันเรียบร้อย เรามุ่งหน้าไปเขาแหลม โดยใช้เส้นทางเดียวกับที่ไปทางเขากระโจม แต่จะมีแยกเล็กๆ ซ้ายมือ ฉีกไปเป็นทางลูกรัง รถเข้าไปส่งเราเท่าที่ทางรถจะไปได้ ซึ่งก็ช่วยย่นระยะทางไม่ต้องเดินตากแดดร้อนๆ

 ระยะแรกที่แบกเป้ออกเดิน ยังเป็นเส้นทางชันไม่มากนัก เราเดินกันไปเรื่อยๆ จนถึงข้ามน้ำแรก จากนั้นก็เริ่มขึ้นเนินชันๆ ไปเรื่อยๆ ฝนโปรยลงมาเล็กน้อยพอให้ชื่นใจ แต่ก็ไม่มากพอจนเปียกปอน  เราไต่ดิ่งทางชันสลับกับได้พักขาบางนิดหน่อยบนทางราบสันเขา ฉันใช้วิธีพักเหนื่อยด้วยการถ่ายรูปต้นไม้ ดอกไม้ กอมอส ไปพลางๆ ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนได้ว่า "ตรงไหนที่ชอบก็ถ่ายเถอะ จะได้ไม่ต้องเสียดาย เพราะเราอาจจะไม่ได้มาที่นี่อีกก็ได้" เดินเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ยังเป็นสโลแกนประจำตัวของฉันทุกครั้งที่แบกเป้เข้าป่า

 ตะวันคล้อยบ่ายจัด เรามาถึงแอ่งน้ำซับ จุดสุดท้ายก่อนที่จะขึ้นสันเขาที่ตั้งแคมป์ของเรา พวกเราแวะพักล้างหน้าล้างตา แต่ไม่ถึงขั้นได้อาบน้ำกันหรอก มากสุดก็ต้มน้ำชงกาแฟ เติมน้ำให้เต็มขวด ก่อนจะเดินกันต่อ

 เฮือกสุดท้าย...ไต่ทางชัน ป่าไผ่ไอร้อน ก่อนจะโผล่ขึ้นสันเขา ที่อากาศโปร่งโล่งสบายขึ้น เราเดินเลียบสันเขาแนวขวาไปเรื่อยๆ เพราะแยกซ้ายจะขึ้นไปยอดสูงสุดของเขาแหลม และมีมุมชมวิวสวยๆ ที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยมาดูแล้วกัน 

 บนสันเขาก่อนถึงที่พัก เจอกับดอกเข้าพรรษา หรือที่ฉันนิยมเรียกมันว่า "หงส์เหิน" ดอกหญ้าสีเหลือง ที่ออกลีลาเหมือนนางหงส์ แล้วยังมีเห็ดอีก เลยได้แวะถ่ายรูปจนลืมเหนื่อย ปล่อยเพื่อนๆ ล่วงหน้าไปที่ตั้งแคมป์กันก่อน แต่พอถึงที่พักเท่านั้นแหละ ถึงกับดีใจที่เจอแคมป์ที่มีมุมสวยๆ สบายๆ กับจุดชมวิวที่เห็นหุบเขาลึก มีแนวฉากต้นไม้ตั้งขวางกั้นอยู่ขวางหน้าเป็นแนวยาว เทือกเขาฝั่งตรงข้ามนั่นเอง เป็นแนวเขาที่แบ่งเขตแดนไทย-พม่า เต็มแน่นไปด้วยต้นไม้ ผูกเปลเสร็จเลยได้นั่งชมวิว เป็นนานสองนาน กับผองเพื่อน

 หลังมื้อค่ำ ยังออกมานั่งดูดาวตรงผาหินแคบๆ กันอีกพักใหญ่ จนลมตึงนั่นแหละ ถึงได้ถอยกลับมานั่งใต้ฟลายชีตในแนวไม้ บรรยากาศค่ำคืนนี้อบอวลไปด้วยมิตรภาพ มิตรเก่า มิตรใหม่ต่างที่มา แต่ด้วยหัวใจเดียวกัน รักธรรมชาติเหมือนกัน เลยคุยกันออกรส เรื่องราวการเดินทาง ถูกหยิบยกขึ้นมาถามไถ่ไปจนถึงเรื่องขำขัน อำกันไปมา จนค่อนดึกถึงได้แยกย้ายกันไปนอน แต่ลมเย็นๆ แถมฝนทำท่าจะตก ทำเอาฉันแทบจะนอนมันตรงกลางวงนี่ซะเลย ก็เราดันผูกเปลออกไปแนวใกล้หน้าผา รับลมเต็มๆ ซะด้วย แต่สุดท้ายพอลงเปล ก็หลับอุ่นสบายในถุงนอน

 เช้ามืด...เสียงเพื่อนที่ตื่นก่อน ปลุกกันเป็นทอดๆ ฉันรีบเปลี่ยนกางเกงตัวลุย ฉวยกล้อง ส่วนคนนำก็เตรียมเครื่องต้มกาแฟ พร้อมเดินทาง ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที ที่เราเดินขึ้นยอดสูงสุด อ้อมไปอีกด้าน ก่อนจะไต่ลงไปเจอกันผาหิน ที่เหมือนโผล่ขึ้นมาจากหุบเหว "โอววว ฉันจะไต่ข้ามไปไหวเหรอเนี่ย" แต่สุดท้ายกลิ่นกาแฟก็เรียกเราข้ามไปจนได้ นับเป็นโต๊ะกาแฟที่วิวดีที่สุดในโลกของฉันเลยทีเดียว แม้จะไม่มีทะเลหมอก แต่เราก็เห็นวิวไปไกลๆ เป็นการตอบแทน จิบกาแฟ ถ่ายรูปกันจนพอใจ แดดก็เริ่มมา เราถึงได้เดินกลับแคมป์พัก เพื่อทำอาหารเช้า ก่อนเก็บเป้ เดินทางลงเขา

 เช้านี้ทุบหม้อข้าวทีเดียว ทำลายน้ำหนักกันเต็มที่ เพราะไม่เกินบ่าย เราคงลงไปถึงหมู่บ้านข้างล่างสบายๆ ทริปขึ้นเขาแหลม เส้นทางสั้นๆ แต่มีความหลอกหลายทางธรรมชาติ อาจจะต้องฟิตร่างกายกันหน่อย กายพร้อม ใจพร้อม มิตรพร้อม ตลอดเส้นทางย่อมสวยงามเสมอ

เรื่อง / ภาพ นพพร วิจิตร์วงษ์
www.oknation.net/blog/vickie