ไลฟ์สไตล์

“ตู้ตั๋วแตก”ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“ตู้ตั๋วแตก”ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

14 พ.ค. 2554

สวัสดีครับแฟนๆ “ชาวคนรักบ้าน” เกิดปรากฏการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” อีกครั้ง ในการบรรยายของผม เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องจูปิเตอร์ 8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในหัวข้อ “การลงทุนอพาร์ตเมนต์ไม่บาน, โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน, คอนโดมิเนียมไม่บาน สายพันธุ์ใหม่ ทำอย่างไ

ผมได้นำเสนอ “วิสัยทัศน์” (Visionary) ในหลายแง่มุม (Approach) ที่ผมเชื่อว่าจะนำไปสู่ กระบวนทัศน์ (Missionary) ในการออกแบบอาคาร บ้านเรือนที่ไม่บานในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถจะต่อกรกับ “วิกฤติ” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้ง “วิกฤติ” ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากดังเช่นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภัยแล้ง ภัยสึนามิ ตลอดไปจนถึงน้ำท่วมฉับพลัน ฯลฯ

สาระสำคัญในการบรรยายในครั้งนี้ ผมได้พยายามเตือน “สติ” พวกเรา “ชาวคนรักบ้าน” ให้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำประเด็นที่เกี่ยวกับ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ที่ผมมักเรียกว่า “ECO+CULURAL DESIGN” ให้เข้ามามีส่วนสำคัญในการออกแบบ อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “บ้านมวลชนไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” ที่นอกจากจะมีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมแล้วก็ยังมีความแข็งแรงทางด้านวิศวกรรม อีกทั้งยังมีงบประมาณในการก่อสร้างในราคาสุดประหยัด โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 2 แสนบาท ++ ก็มีแฟนๆ หลายท่านที่ฟังการบรรยายแล้วสนอกสนใจแนวคิดดังกล่าวโดยมีแผนว่าจะนำไปปลูกสร้างกันครับ  

นอกจากนั้น ผมได้พูดถึง “สาระน่ารู้” ที่ “จำเป็นต้องรู้” เกี่ยวกับ อพาร์ตเมนต์ไม่บาน, โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน ตลอดจนคอนโดมิเนียมไม่บาน ในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลายกว่า 40 โครงการ ที่คัดสรรมานำเสนอซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นโครงการจริงที่สร้างจริงและฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคจริง จะว่าไปแล้วก็ตรงตาม “ชัยมงคลคาถา” บทที่ 1 ว่าด้วย “เยธัมมาฯ” ที่มีอายุกว่า 2,500 ปี ที่กล่าวถึง “ธรรมใดเกิดแต่เหตุฯ” ซึ่งมีความหมายที่สามารถเข้าใจง่ายๆ ว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่มี “เหตุ” เป็นที่ตั้ง แล้วจึงก่อให้เกิด “ผล” ตามมา ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องหา “เหตุ” ให้พบและแก้ปัญหาตรงไปที่ “เหตุ” นั้น หากทำได้เช่นนี้ “ผล” ที่ออกมาก็จะใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ จึงอย่าหลงประเด็นถูก “เขาหลอก” หรือ “หลอกตัวเอง” เป็นอันขาด อีกทั้งยังต้องสำทับกำกับด้วย “ชัยมงคลคาถา”
 
บทที่ 2 ที่ว่าด้วย “กาลามสูตร” คือ “อย่าด่วนเชื่อ” ใครพูดอะไรก็อย่าไปเชื่อ ต้องลองปฏิบัติดู ซึ่งเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ รู้จริง รู้แจ้ง รู้กว้าง และรู้ลึก และ “ชัยมงคลคาถา” บทที่ 3  คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “การเดินสายกลาง” ซึ่งสำหรับผมแล้วก็คือ “ความพอเพียง” นั่นเอง ที่จะช่วยควบคุมมิให้ทำกิจการงานใดเกินตัว ก่อเกิดเป็นกระบวนการทำงานแบบ “งามง่าย พอเพียง” อีกทั้งผมยังขอเลือกที่จะเดินตามแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) ของ “พ่อหลวง” ที่แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อระดับโลกเช่น ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์ ที่มีดีกรีถึง รางวัลโนเบล ก็ยังยอมรับวิธีคิดบนพื้นฐานของความ “พอเพียง” ว่าจะเป็น “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” ในอนาคตครับ

ดังนั้น ผมมักพูดเสมอครับว่าคณะทำงานออกแบบและก่อสร้าง บ้าน+อพาร์ตเมนต์ไม่บาน,  โรงแรม+รีสอร์ทไม่บาน ตลอดจน คอนโดมิเนียมไม่บาน อันประกอบไปด้วยทีมงานสถาปนิก วิศวกร ฯลฯ ก็ไม่ได้เก่งกล้าสามารถกันมาจากไหนหรอกครับ ทีมงานของผมก็อาศัย “ชัยมงคลคาถา”  ที่สำคัญ 3 บท นี่แหละครับ เป็นกรอบทางความคิดและแนวทางในการลงมือปฏิบัติมาโดยตลอด อาศัยทำงานมาก ผ่านอุปสรรคมามาก ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกมามาก จาก “เหตุ” ดังกล่าว ก็เลยเป็น “ผล” ให้ “อ่อนน้อมถ่อมตน” มาก ลด “มานะทิฐิ” ลงมาก ทั้งยังต้องเตือนสติตัวเองเสมอว่าเป็น “ผู้รู้น้อย” ทั้งยัง มี “สติปัญญาน้อย”  ประเภท “น้ำไม่เต็มแก้ว” ก็เลยต้องพึ่งพาอาศัยความเพียรมากกว่าคนปกติ  

ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา มีโครงการน้อยใหญ่ผ่านมือผมกว่า 300 โครงการ ถ้านับจำนวนบ้านเป็นหลังก็ผ่านมือมาแล้วกว่า 3,000 หลัง ที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วม ถ้าเปรียบ “ทหาร” ก็คงเป็น “ทหาร” สังกัด “หน่วยรบพิเศษ” ประเภท “สะเทินน้ำสะเทินบก” ที่ผ่านสมรภูมิน้อยใหญ่มามากมายทุกรูปแบบ ถ้าเปรียบเป็น “ภิกษุ” ก็เป็นประเภท “พระธุดงค์” สาย “วัดป่า” บิณฑบาตด้วยเท้าเปล่า ออก “จาริกแสวงบุญ” โดยอาศัยป่าเขาเป็นที่พักพิงพึ่งพา เดินตามแนวทางคำสอนของ “ตถาคต” อย่างเคร่งครัด ซึ่งสาระการบรรยายเมื่ออาศัย “ความจริง” เป็น “ปฐมบท” มาตีแผ่ถึงปัญหาและอุปสรรคจริง และวิธีการที่จะประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยจริง ก็เลยทำให้การบรรยายในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีรสชาติ แบบ “เดี่ยวไมโครโฟน” ตลอดระยะเวลากว่า 3  ชั่วโมง โดยไม่ต้องมีพิธีกรช่วย ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจไปทั้งผู้บรรยายและผู้รับฟังการบรรยายครับ   

นอกจากนั้น ผมยังเชื่อว่าหากต้องการ “เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน” ได้นั้นพวกเรา “ชาวคนรักบ้าน” จำเป็นที่จะต้องมี “วิถีการดำรงชีวิตร่วมสมัย” ที่ “พอเพียง” แบบ “ติดดิน” ประกอบสัมมาอาชีวะบนผืนดินที่บรรพบุรุษได้อุตส่าห์ทิ้งไว้ โดยไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับแสงสี เทคโนโลยีที่ “ทันสมัย” ไปเสียทั้งหมด จนไม่ลืมหูลืมตา อีกทั้งยังต้องมี “สติ” พิจารณาตามความเป็นจริงเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่านั้น หากพิจารณาให้ลึกลงไปถึงแก่นแล้ว สาเหตุสำคัญที่ “สังคมไทย” ต้องเผชิญหน้ากับ “วิกฤติ” ในรูปแบบต่างๆ อย่างซ้ำซากดังเช่นในปัจจุบันนี้ ก็เพราะ “หลง” ไปกับ “วิถีการดำรงชีวิต” ในสังคมแบบ “แดกด่วน” ของลัทธิ “บริโภคนิยม” ที่มาพร้อมกับกระแสที่เชี่ยวกรากของ “โลกาภิวัตน์” หรือ “โลกาวิบัติ” นั่นเอง ดังนั้นเมื่อ “รู้เช่นเห็นชาติเช่นนี้” จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ต้องเตือน “สติ” ตัวเองเสมอว่าอะไร “ยิ่งมาเร็วเท่าไหร่ก็ไปไวเท่านั้น” ครับ 

หลักสำคัญต่างๆ ที่ผมได้บรรยายไปนี้แหละครับ ที่ในชีวิตจริงผมมักจะนำไปใช้ในการตรวจสอบทั้ง “วิสัยทัศน์” (Visionary) และ “กระบวนทัศน์” (Missionary) ของผมและองค์กรของผม ในการลงมือปฏิบัติงานในแทบทุกเรื่อง เพื่อที่จะได้ประคองตนให้อยู่รอดปลอดภัยและไม่ต้องมาหวั่นเกรงใดๆ กับ “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดจน “วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นจากภัยทางธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับ

สัปดาห์นี้สาระน่ารู้ก็มีเพียงแค่นี้ครับ ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ก็ต้องขอขอบคุณแฟนๆ จากทั่วประเทศเกือบ 300 ท่านที่บางท่านอุตส่าห์เดินทางกันมาไกลจาก หนองคาย เชียงราย ร้อยเอ็ด ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมซึ้งใจกับแฟนจาก “ภูเก็ต” บอกว่าขนาดไม่สบายต้องนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลก็ยังขออนุญาตคุณหมอมาฟังการบรรยายของผม จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ตู้ตั๋วแตก” ขึ้นอีกครั้งที่ห้อง จูปิเตอร์ 8 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจากที่นั่งจะเสริมแล้วเสริมอีกจนเต็มแทบจะไม่มีที่จะเดินแล้ว ยังมีการ “ตีตั๋วยืน” และบางท่านถึงขนาด “ตีตั๋วนั่งกับพื้น” ทำให้บรรยากาศในการบรรยายดูอบอุ่นจริงใจและเป็นธรรมชาติไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ แฟนๆ “ชาวคนรักบ้าน” ท่านที่สนใจติดตามดูข้อมูลย้อนหลังได้ที่ เว็บไซต์  www.homeloverthai.com แล้วพบกับสาระน่ารู้กันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ