ไลฟ์สไตล์

ขยายสิทธิรักษาพยาบาลต้องไม่ผูกขาดระบบสุขภาพ

ขยายสิทธิรักษาพยาบาลต้องไม่ผูกขาดระบบสุขภาพ

13 พ.ค. 2554

เป็นเพราะสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่รับผิดชอบดูแลผู้ประกันตนราว 9 ล้านคน ดูเหมือนจะหยุดนิ่งต่อการเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยเฉพาะสิทธิด้านการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ประกันตนมาเป็นเวลานาน

 ทำให้ระบบประกันสุขภาพรุ่นน้องที่ก่อตั้งขึ้นช้ากว่าถึง 12 ปีอย่างสำนักงานประหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่รับผิดชอบดูแลคนไทย 48 ล้านคนตามสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสิทธิรักษาฟรี แซงหน้าในเรื่องการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลอย่างครอบคลุมและโดดเด่นกว่าในหลายส่วน

 ตามผลการศึกษาของ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และผู้เชี่ยวชาญสปสช. พบว่าสิทธิรักษาฟรีดีกว่าสิทธิประกันสังคมถึง 11 ข้อ และชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตนรับไม้ต่อเสนอให้ผู้ประกันตนต้องได้รับการรักษาพยาบาลฟรีแบบไม่ต้องจ่ายสมทบอย่างที่เป็นอยู่ ตามด้วยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีมติให้ตั้งคณะกรรมการเจรจาร่วมระหว่างบอร์ดสปสช.กับบอร์ดสปส.เพื่อหาข้อยุติร่วมเกี่ยวกับการขยายสิทธิการรักษาตามสิทธิรักษาฟรีสู่ผู้ประกันตน

 นำมาสู่การออกมาให้ข้อมูลโดยฝ่ายประกันสังคมและกลุ่มแพทย์ที่เห็นต่างว่า กระบวนการนี้ถูกปูทางเพื่อเป้าประสงค์ การยุบรวมกองทุนประกันสังคมเข้าไปอยู่ในกองทุนสปสช. แต่หากลองพิจารณาคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากวัตถุประสงค์การตั้งแต่ละกองทุนแตกต่างกัน และกองทุนประกันสังคมยังให้สิทธิประโยชน์นอกเหนือจากสิทธิรักษาพยาบาลอีกถึง 6 สิทธิประโยชน์ ขณะที่สปสช.มีเพียงสิทธิรักษาพยาบาลเท่านั้น เว้นแต่จะเป็นเรื่องการโอนเฉพาะสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนไปให้กับสปสช.น่าจะพอเป็นไปได้

 เพราะตามมาตรา 10 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนดไว้ว่า การขยายบริการสาธารณสุขตามสิทธิรักษาฟรีไปยังผู้ประกันตน ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ 2 ฝ่ายตกลงกัน แม้การประชุมร่วมนัดแรกระหว่าง 2 บอร์ดจะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการขยายสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนที่ว่านั้นจะเป็นไปในทิศทางใด แต่ นพ.วิชัย  โชควิวัฒน  ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ บอร์ดสปสช. กล่าวว่า เป้าหมายของมาตรานี้เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของการใช้สิทธิ แต่ปัจจุบันไม่มีปัญหานี้แล้ว จึงเหลือเพียงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน และเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ

 ดูจะสอดรับกับ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สปส. ที่ให้ความเห็นว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 10 ชัดเจนต้องการให้เกิดประโยชน์ในเรื่องใด ก็จะต้องมีการพัฒนาให้บรรลุตามเจตนารมณ์ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน มีประสิทธิภาพและมีสิทธิเท่าเทียม ด้วยการพูดคุยหารือระหว่างกองทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สิทธิไม่ลักลั่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องโอนสิทธิ

 หากท้ายที่สุดการเจรจาจบลงด้วยการเห็นร่วมให้โอนสิทธิรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนไปอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสปสช. หมายความว่า สปส.จะต้องโอนเงินหมาจ่ายรายหัวค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตน 1,404 บาทต่อคนต่อปี คิดคำนวณจากผู้ประกันตน 9 ล้านคน เท่ากับยอดเงิน 12,636 ล้านบาทต่อปีไปให้แก่สปสช.ด้วย เท่ากับสปสช.น่าจะมีเงินบริหารจัดการเพิ่มอีกราว 100 ล้านบาท จากการกันเงินไว้ 1% หรือแม้แต่การโอนไปเฉพาะสิทธิ เงินให้รัฐสนับสนุน เงินบริหารจัดการก็ย่อมเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

 ในเวลาไล่เลี่ยกันมีการออกมาตีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการว่ามีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลยอดรวมทั้งประเทศในอัตราที่สูง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ผู้มีสิทธินี้ราว 3 ล้านคน จึงเฉลี่ยคนละ 2 หมื่นบาทต่อปี กระทั่งกรมบัญชีกลางออกข้อกำหนดคุมการเบิกจ่ายยา ห้ามเบิกจ่ายข้อเข่าเสื่อมกลูโคซามีน จนได้รับการคัดค้านเป็นวงกว้าง ต้องทบทวนใหม่ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลจะต้องยอมรับความจริงว่าข้าราชการเกือบทั้งหมดวาดหวังจะได้รับสิทธิตรงนี้จนยอมรับเงินเดือนเริ่มต้นหากจบปริญญาตรีน้อยกว่าเอกชน 4,000-5,000 บาท หากรัฐจะจำกัดสิทธิตรงนี้ ก็ควรพิจารณาเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการให้เท่ากับเอกชน เพื่อให้เขามีทางเลือกสิทธิรักษาพยาบาลด้วยตนเอง รัฐต้องชั่งน้ำหนักว่าการเพิ่มเงินเดือนกับจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ ต้องจ่ายงบประมาณแบบไหนมากกว่า

 จึงน่าเชื่อได้ว่าอาจมีใคร? ต้องการให้เกิดการรวมกองทุนสุขภาพของประเทศไทยไปอยู่กับกองทุนใดเพียงกองทุนเดียว หากเป็นเช่นนั้นจริง นับว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนั้นจะเกิดการผูกขาดระบบสุขภาพของประเทศไทย เนื่องจากมีเพียงกองทุนสุขภาพเพียงกองทุนเดียว ไม่มีกองทุนอื่นคอยเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลว่าแตกต่างหรือดีกว่ากันอย่างไร ไม่เกิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาปรับปรุงกองทุนของตนเองให้ดีกว่ากองทุนอื่น ท้ายที่สุดผลร้ายจะเกิดแก่ชาวบ้าน ต้องยอมรับสิทธิรักษาพยาบาลที่กองทุนหนึ่งเดียวหยิบยื่นให้อย่างไม่มีสิทธิแย้งหรือเห็นความแตกต่างของสิทธิรักษาพยาบาลอื่นที่ได้รับ

 การตีแผ่จุดด้อยของแต่ละระบบสุขภาพย่อมเป็นสิ่งดีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายสิทธิประโยชน์ของประชาชนในแต่ละสิทธิรักษาพยาบาลให้เกิดความเท่าเทียม แต่ต้องอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของแต่ละระบบ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน การปรับปรุงตัวของแต่ละระบบ

 การผูกขาดระบบสุขภาพไม่ควรเกิดขึ้น เพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

0 พวงชมพู ประเสริฐ 0