
คปส.หนุนถกจัดเรตติ้งใหม่แนะกสทช.เป็นกาวใจ
คปส. หนุนถกจัดเรตติ้งใหม่ แนะ กสทช. เป็นกาวใจเชื่อมความเข้าใจ ผู้ผลิต-ผู้บริโภค ย้ำต้องไม่แทรกแซงสิทธิการนำเสนอของสื่อ แต่หากไม่ปฏิบัติตามกติกาก็จัดการได้ถึงขั้นถอนใบอนุญาต ว. วชิรเมธี จัดเสวนา สแกนกรรมสังคมไทย - เจาะใจ...คุณเรยา - 5 หนังสือพุทธศาสนาที่ค
(11พ.ค.) กรณีกระทรวงวัฒนธรรม เสนอเป็นเจ้าภาพในการหารือ ถึงการจัดเรตติ้งละครโทรทัศน์ หลังจากควันหลงจากกระแสละคร เรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและยังมีการวิพากวิจารณ์กันในวงกว้างนั้น เมื่อวันที่ 11 พ.ค. น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าเป็นคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กสทช. กล่าวว่า ตนคิดว่า ทางออกปัญหาข้อถกเถียงประเด็นการจัดเรตติ้ง คือ ควรมีการสร้างกลไก พบปะพูดคุยกันระหว่างผู้ผลิตสื่อ ผู้บริโภค และหน่วยงานกลาง ให้มีกระบวนการจัดเรตติ้งที่มีเอกภาพ และเน้นกระบวนการกำกับดูแลของภาควิชาชีพให้มากขึ้น
ขณะเดียวกันเมื่อมีการตั้ง กสทช. ขึ้น ควรจะมีบทบาทในการกำกับดูแลให้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่า การเข้าไปควบคุม หรือ แทรกแซง ที่สำคัญจะต้องไม่ไปรุกราน ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของสื่อ โดยต้องเอื้อให้แต่ละฝ่ายมาแลกเปลี่ยนพูดคุย สะท้อนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่แนวทางการปรับหาจุดร่วมกัน
น.ส. สุภิญญา กล่าวต่อว่า ละครโทรทัศน์ สามารถมองได้หลายมิติ ทั้งในแง่ศิลปะ บันเทิง รวมถึง ละคร ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนที่เสพสื่อที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นการกระทบต่อสิทธิผู้บริโภค ดังนั้นความท้าทายของ กสทช. ก็คือ ต้องหาจุดกำกับ ในการสร้างความสมดุลให้ได้ ไม่ควรใช้วิธีสั่งการบังคับ และไม่ใช่ละเลยไม่ฟังเสียงของคนในสังคม กสทช. จึงต้องมีการสร้างกลไกเพื่อต่อยอด ในสิ่งที่คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน ได้เสนอร่วมกับองค์กรภาคประชาชน
ที่อยากให้มีกลไกลรับเรื่องร้องเรียน และนำเรื่องร้องเรียนไปเชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้ผลิตสื่อและประชาชน ซึ่งอาจจะพบกันอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู้ข้อเสนอร่วมกัน มาตรฐานเดียวกัน และเป็นการยกระดับการกำกับดูแลสิทธิผู้บริโภคในระยะยาว แทนที่จะด่ากันไปด่ากันมาผ่านสื่อ แต่ละฝ่ายก็รู้สึกว่าไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย มีละครเรื่องหนึ่งไม่เหมาะสมที ก็ออกมาต่อต้านที เป็นไฟไหม้ฟาง ซึ่ง กสทช. ควรดำเนินการจัดทำให้เกิดขึ้นเป็นจริงเป็นจังให้ได้
“เมื่อมีปัญหาละครที่ไม่เหมาะสมขึ้น จะเกิดกลุ่มคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มองว่าไม่เป็นไร และกลุ่มที่เห็นว่าร้ายแรง ดังนั้นจึงต้องให้แต่ละฝ่ายมาชี้แจง และสร้างกระบวนการพูดคุยกันหาข้อตกลงร่วมกัน ว่า ท้ายที่สุดแล้วควรมีมาตรฐานยังไง เรื่องไหน เป็นเรื่องที่ทางวิชาชีพ ต้องกลับไปกำกับดูและพัฒนากันเอง ส่วนเรื่องที่เข้าข่าย ว่ามีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ก็ต้องปรับเวลา เช่น อาจจะทำกติการ่วมกัน ว่า ถ้าละครเรื่องนั้นมีเนื้อหารุนแรงทุกกรณี เช่นเอาปืนมายิงกราดใส่กัน หากเรามองว่า มีความรุนแรงไม่เหมาะแก่เยาวชน ก็ต้องปรับเวลาออกอากาศ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีกติกาตรงนี้ พอเกิดเรื่องที รัฐบาลก็มาแสดงท่าที ทีหนึ่ง และบางครั้งก็เป็นการแสดงท่าทีที่ทำให้รู้สึกว่า รัฐบาลใช้อำนาจมากเกินไป แต่พอรัฐบาลไม่ทำ ประชาชนก็ไม่พอใจ และมองว่าไม่รับผิดชอบ ดังนั้น กสทช. ต้องนำทุกฝ่ายมาคุยกัน เอากฎกติกา ที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ ผู้ผลิต ผู้บริหารสถานี ภาครัฐ และภาคประชาชน เป็นตัวตั้ง” น.ส. สุภิญญา กล่าว
รองประธาน คปส. กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามยังพบว่าที่ผ่านมาการที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ผู้ประกอบการ ไม่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพราะอยู่ในโครงสร้างที่เอื้อประโยชน์ และต่างตอบแทนกัน เพราะระบบกิจการโทรคมนาคม ปัจจุบันเป็นระบบสัมปทาน หน่วยงานภาครัฐ ที่ให้สัมปทานเอกชน ก็ได้ผลประโยชน์ต่างตอบแทน และไม่ได้จริงจังในการกำกับดูแลเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมี กสทช. ซึ่งจะไม่มีความสัมพันธ์เหมือนรัฐและเอกชน แต่มีการทำงานเป็นอิสระ จะทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นตัวแทนประชาชน ในการกำกับดูแลผู้ที่ได้มาเพื่อคลื่นความถี่ จึงกำกับเอกชนได้มากกว่า หากเอกชนไม่ทำตามกติกา ก็มีมาตรการ ตักเตือน จนถึงขึ้นถอนใบอนุญาต
ด้านพระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย กล่าวว่า ทางสถาบันจะมีการเสวนาธรรม เรื่อง “สแกนกรรมสังคมไทย - เจาะใจ...คุณเรยา - 5 หนังสือพุทธศาสนาที่คนไทยควรอ่าน” เนื่องในสัปดาห์วิสาขบูชาโลก ในวันที่ 13 พ.ค. ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินฺทปัญโญ สวนรถไฟ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจในเรื่องของกฎแห่งกรรมตามแนวพุทธศาสนา โดยการหยิบยกกรณีตัวอย่างวิกฤติต่าง ๆ ของสังคมไทยมากล่าว และให้ความรู้เพื่อกระตุ้นเตือนให้สังคมไทยตระหนักอย่างลึกซึ้ง เพราะเมื่อเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นมา
ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ แต่คนไทยกลับไปใช้ความเห็น ผลก็คือ เรื่องราวต่าง ๆ ถูกขยายประเด็นออกไป เรื่องเล็ก ๆ ก็จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องซึ่งมีความสลักสำคัญก็ถูกทำให้หลงประเด็นไป จึงเป็นเหตุให้ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ยึด ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์ เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาแต่ละทีก็ไม่มีผู้ชี้ให้ชัด ๆ ว่าสาระสำคัญคืออะไร ท่ามกลางบริบทเช่นนี้เอง ก็เป็นเหตุให้คนไทย หันไปหาคุณวิเศษเวทไสย หรือผู้ที่รู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง ขึ้นมายกย่องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ สังคมที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้ กลายเป็นสังคมที่อ่อนไหวต่อความเสื่อม



