
สพฐ.ได้โอเน็ตภาษาไทย40ขึ้นไปจบป.6
สพฐ.จัดประชุมผู้เกี่ยวข้องโอเน็ต เตรียมโยนหินถามที่ประชุม ขอนำคะแนนโอเน็ตวิชาภาษาไทยมาเป็นเงื่อนไขจบ ป.6 นร.ต้องได้ 40 คะแนนขึ้นไป มิเช่นนั้น ร.ร.ต้องนำเด็กไปพัฒนาช่วงปิดเทอมก่อนส่งต่อให้ร.ร.ระดับมัธยม ขณะที่ ข้อมูลจาก สทศ.พบ นร.กว่า 6 แสนได้คะแนนเฉลี่ยภา
(10พ.ค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมเสวนา “ การใช้ O-NET เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพทางการศึกษาทั้งระบบ “ โดยเชิญสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สทศ.) สภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมระดมความคิดเห็นด้วย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ต้องการนำผลสอบโอเน็ตมาใช้ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เพราะฉะนั้น จึงเตรียมขอความคิดเห็นจากที่ประชุมนี้ ในกรณีที่ สพฐ.จะนำคะแนนโอเน็ตมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งสำหรับพิจารณาให้นักเรียนจบการศึกษาระดับประถมศึกษาโดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2554
“สพฐ.ต้องการวางเงื่อนไขการจบ ป.6 กำหนดให้นักเรียนต้องได้คะแนนโอเน็ตวิชาภาษาไทยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 40 เหตุผลเพราะทักษะในการอ่าน เขียนนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเรียนทุกวิชา หากนักเรียนที่จบ ป.6 ยังไม่มีทักษะอ่านเขียนที่ได้มาตรฐานแล้ว ก็ไม่ต้องคาดหวังความสำเร็จในการเรียนระดับมัธยม อย่างไรก็ตาม การกำหนดเงื่อนไขตรงนี้นั้น ต้องการสร้างความรับผิดชอบให้เกิดกับตัวครู และโรงเรียนด้วย เพราะฉะนั้น หากเด็กได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 40 ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ให้จบหรือให้ซ้ำชั้นทันที แต่โรงเรียนต้องนำเด็กไปพัฒนาในข่วงปิดภาคเรียนก่อนส่งต่อเด็กให้โรงเรียนระดับมัธยม หากพัฒนาแล้วยังไม่ผ่าน โรงเรียนก็ต้องตามไปดูแลนักเรียนต่อในช่วงเปิดภาคเรียนด้วย ถือเป็นความรับผิดชอบ “ นายชินภัทร กล่าว
นายชินภัทร กล่าวว่า ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะคะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทยระดับ ป.6 ปี 53 อยู่ที่ร้อยละ 31.22 เท่านั้น แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าต้องการเร่งยกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก ซึ่งเป็นหน้าที่ของโรงเรียนต้องไปวางแผนปรับปรุงผลการเรียนของเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อให้นักเรียนได้คะแนนโอเน็ตวิชานี้สูงกว่าร้อยละ 40 ให้ได้ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมให้ใช้คะแนนโอเน็ตในการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ สพฐ.ได้วางแผนต่อเนื่องสำหรับปีการศึกษา 2555 จะให้ใช้คะแนนโอเน็ตร่วมกับคะแนนทดสอบของสถานศึกษาในการประเมินนักเรียนจบการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมต้นหรือการศึกษาภาคบังคับ ในอดีตสมัย ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นรมว.ศธ.นั้น เคยมีความคิดจะนำคะแนนโอเน็ตมาใช้ในสัดส่วนร้อยละ 30 ที่เหลืออีก ร้อยละ 70 เป็นการทดสอบโดยสถานศึกษา เพราะฉะนั้น สพฐ.จะนำสัดส่วนดังกล่าวมาทบทวน และดูความเป็นไปได้ในการนำมาใช้จริงในปีการศึกษา 2555
อนึ่ง ข้อมูลจาก สทศ. ระบุ ว่า การสอบโอเน็ตปี 53 นั้น จากจำนวนนักเรียน ป.6 ทั้งหมดประมาณ 806,000 คน มีเด็กที่ได้คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาไทยเท่ากับหรือต่ำกว่า ร้อยละ 40 ลงมา ประมาณ 613,000 คน มีประมาณ 191,000 คน ที่ได้คะแนนร้อยละ 40.01 ขึ้นไป
ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 กล่าวว่า เห็นด้วยกับการนำคะแนนโอเน็ตมาใช้กับการประเมินจบการศึกษา ถึงแม้จะสร้างคววามกดดันให้เด็กมาก แต่ความกดดันตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจเรียนมากขึ้น รวมทั้งทำให้เด็กตั้งใจทำข้อสอบด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้เด็ก ในระยะยาว กนป.ตั้งเป้าต้องการให้คะแนนโอเน็ตทุกวิชาถึงร้อยละ 50 ในเฉพาะหน้า ควรทำให้ได้ร้อยละ 30-35 ทุกวิชาภายในปี 2555
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ข้อสอบโอเน็ตต้องปรับปรุงเพราะข้อสอบโอเน็ตยากมาก แม้แต่เด็กจากโรงเรียน Top 20 ของประเทศ ถือเป็นระดับหัวกะทิยังได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 37 ข้อสอบโอเน็ตจึงไม่ถูกกับจริตของเด็กทั้งประเทศ เด็กประถมของเด็กยังมีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่กลับต้องถูกทดสอบด้วยข้อสอบโอเน็ตซึ่งมาตรฐานสูงมาก เน้นการคิดวิเคราะห์อย่างสูง ลำพังแค่อ่านโจทย์ให้ออกหรือให้แตก เด็กส่วนใหญ่ยังทำได้ยาก โดยเฉพาะตัวข้อสอบโอเน็ตเองก็มีความซับซ้อนในการทำ เพราะฉะนั้น ต้องลดความซับซ้อนลง เพิ่มความหลากหลายให้มีข้อสอบที่เหมาะกับเด็กกลุ่มต่างๆ ไม่ใช่ใช้ข้อสอบชุดเดียว ข้อสอบโอเน็ตจึงจะสามารถประเมินผลผู้เรียนได้จริงและนำผลไปใช้ในการพัฒนาการจัดการศึกษาได้ตรงจุด
ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า ข้อสอบโอเน็ตไม่ได้ยากเกินไป ดูได้จากคะแนนโอเน็ตปี 52 เปรียบเทียบกับ 53 อย่างระดับ ม.6 นั้น ส่วนใหญ่คะแนนลดลงไม่มาก เช่น ภาษาไทย ปี 52 ได้ 0.46 ปี 53 ลงเหลือ 0.45 หรือสังคมศึกษา จาก .36 เหลือ .32 มีเพียง 2 วิชาที่ลดลงมาก คือ วิทยาศาสตร์ จาก .46 เหลือ .30 คณิตศาสตร์ .29 เหลือ .17 ทั้งนี้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงข้อสอบ เพิ่มให้เติมคำมากขึ้น นักเรียนถ้าทำไม่ได้จริงจะไม่ได้คะแนนเลย จึงทำให้คะแนนลดลลง ไม่ใช่เพราะข้อสอบยากขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่า ข้อสอบโอเน็ตค่อนข้างนิ่งแล้ว ทั้งรูปแบบของข้อสอบและเนื้อหา แต่ข้อสอบโอเน็ตจะเน้นคิด วิเคราะห์ ซึ่งสพฐ.ต้องปรับตามให้ทัน



