ไลฟ์สไตล์

ชี้ดอกส้มฯสะท้อนสังคมไทยไม่รู้ทันสื่อ

ชี้ดอกส้มฯสะท้อนสังคมไทยไม่รู้ทันสื่อ

10 พ.ค. 2554

มีเดียมอนิเตอร์พบ 27 วิธีแยบยลฆ่าคนในละครทีวีไทย “ดอกส้มสีทอง” สะท้อน 3 ปัญหาสังคมไทย ปปช.สับสนหน่วยงานควบคุมสื่อ เรตติงล้มเหลว ผู้จัดใช้บทรุนแรงเรียกคนดู แนะให้ความรู้เท่าสื่อแก่เด็ก หลังสำรวจพบไม่มีการเปิดสอนชั้นประถม-มัธยม ส่วนมหาลัยเปิดสอนแค่ 9 % เท่

 เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ มีเดียมอนิเตอร์ เปิดเผยว่า จากการที่ตนได้ติดตามข่าวสารการร้องเรียนความไม่เหมาะในการนำเสนอเนื้อหาละครเรื่องดอกส้มสีทอง สามารถสะท้อนปัญหาโดยสรุป ดังนี้ 1. สังคมยังขาดความรู้ความเข้าใจอำนาจในการควบคุมดูแลตรวจสอบรายการโทรทัศน์ เช่น การไปร้องเรียนที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แล้วส่งลูกต่อนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะปัจจุบันเมื่อเกิด พ.ร.บ. การประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ 2551 ทำให้หน่วยงานรัฐอย่างกรมประชาสัมพันธ์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อ กระทรวงวัฒนธรรม ไม่สามารถไปกำกับดูแลสื่อได้ หน่วยงานรับผิดชอบคือ กสทช. แต่ระหว่างที่ กสทช. ยังไม่เกิด เราจึงได้เห็นภาพวัฒนธรรมเดิมๆที่หากจะร้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับสื่อต้องไปร้องที่กระทรวงวัฒนธรรม จริงๆแล้วถามว่ากระทรวงวัฒนธรรมทำได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง

 2. ระบบเร็ตติ้งประกาศใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2549 ยังไม่สมบูร์และมีความผิดพลาด มีการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ แต่ไม่มีเส้นแบ่งขั้นเวลากันแน่นอน ดังนั้น เราจึงได้เห็น ดอกส้มสีทอง น.18+ ออกอากาศช่วง 20.30 น. หรือ ละครเกือบทุกช่อง ละครซิทคอม น. 13 + น.18 + ออกอากาศในช่วงเวลาบ่าย หรือ ช่วงเย็น ก็มี 3.กรณีเนื้อหาความรุนแรงเรื่องเพศ ภาษา ความรุนแรงในละครดอกส้มสีทองถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สะท้อนให้เห็นว่า ผู้จัดละคร ผู้กำกับในปัจจุบันนิยมใช้ฉากเรื่องเพศ ภาษา ความรุนแรงดึงเรตติ้งจากผู้ชมเป็นจุดขายอยู่ ส่วนผู้ชมทำได้แต่นั่งวิพากษ์วิจารย์เรื่องเพศ ภาษา ความรุนแรงอยู่ แต่ยังไปไม่ถึงความรู้เท่าทันสื่อ หมายถึง ไม่สามารถอธิบายไปถึงโครงสร้างละครเรื่องนี้ว่าดี ไม่ดีอย่างไร ที่ไม่ดี อาจเกิดจากจินตนาการเรื่องเพศดูรุนแรงมาก แต่ในส่วนที่ดีไม่ได้พูดถึงกัน เพราะฉะนั้น จึงสะท้อนวุฒิภาวะของผู้ชม ผู้ปกครองยังดูสื่ออย่างผิวเผินอยู่

 “ละครหลังข่าวคือช่วงเวลา 20.30 น.ในบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็น น. 13+ ส่วน น.18+ มีน้อยมาก จริงๆแล้วละครทั่วไปอย่างน้อยที่สุดควรจะติดเร็ต น. 13+ ส่วนละครเป็นเรื่องๆ ควรจะเป็น น.18+ แต่มักจะติดเรตที่ น.13+ ไว้ บางเรื่องติดเรต ท ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะละครซิทคอมบ้านเราก็มีปัญหาในเรื่องางการพูดมุขตลกที่มีแต่เรื่องอคติทางเพศ ชนชั้น เสื้อผ้าหน้าผม สูงต่ำดำขาว คนไทย คนจีน คนลาว คนอีสาน คนใต้ ซึ่งควรจะติดเร็ต น 13 + เป็นอย่างน้อย แต่เห็นละครซิทคอมบางเรื่องติดเรต ท ผมเข้าใจว่าเรตติ้งที่เราใช้ในปัจจุบันเป็นระบบความสมัครใจ เมื่อเป็นความสมัครใจ เขาจะใช้ตรงหรือไม่ตรงกับเนื้อหาก็ได้ ไม่มีการกำกับดูแล ซึ่งการจัดเร็ตติ้งละครนั้นขึ้นอยู่กับคน 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้จัด ผู้กำกับละครเป็นผู้กำหนดเอง อย่างดอกส้มสีทอง ต้องรู้ว่าละครตัวเองมีเนื้อหา บทพูด การแสดงประมาณนี้ ก็จะติดเข้าไป 2. หากผู้จัด ผู้กำกับละครไม่กำหนดเอง กบว.ช่องจะเป็นผู้กำหนด แต่ตามความเป็นจริงแล้วการผลิตละครนั้น ผู้จัดจะไม่ส่งเทปมาให้ กบว.ช่องเซ็นเซอร์ กบว.จะเป็นผู้พิจารณาเนื้อหารายการโทรทัศน์เท่านั้น ดังนั้น ส่วนใหญ่ผู้จัดซึ่งเป็นบริษัทเอกชนข้างนอกจะเป็นผู้พิจารณาเรตติ้งเอง จึงจะไปโทษ กวบ.ช่องอย่างเดียวไม่ได้ บางครั้งส่งเทปมาให้พิจารณาตอนต่อตอน อาจจะพิจารณาไม่ทันก็ได้ เป็นปัญหาเรื่องระบบมากกว่า” นายธาม กล่าว

 นายธาม กล่าวว่า ขณะนี้เกิดการหลอมรวมสื่อ ผู้ชมสามารถเปิดชมละครจากอินเตอร์เน็ตในช่วงเวลาใหนก็ได้ มีเคเบิ้ลทีวีอีกนับ 100 ช่อง จะยิ่งทำให้เกิดปัญหา ทางที่ดีที่สุดคือการให้ความรู้เท่าทันสื่อ จะเป็นเด็กมีภูมิคุ้มกันเมื่อจะดูละครเรตใหน เวลาใหน ที่ใหน ก็จะรู้เองว่าวัยอย่างเขายังไม่เหมาะสมที่จะดู แต่ประเทศไทย ภาครัฐ องค์กรสื่อสารมวลชนเอง สถาบันการศึกษาไม่มีการรณรงค์ให้ความรู้เท่าทันสื่อแก่เด็ก สังเกตว่าวิชารู้เท่าทันสื่อ ไม่มีการเปิดสอนในระดับประถม มัธยมเลย มีแต่ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ส่วนระดับมหาวิทยาลัยจะเปิดสอนในคณะนิเทศศาสตร์บางมหาวิทยาลัยเท่านั้น เหมือนเทียบกับจำนวนมหาวิทยาลัยทั้งหมดมีเพียง 9 % เท่านั้นที่เปิดสอนวิชานี้ ต่างจากสังคมอเมริกามีทั้งเรตติ้ง มีการกำหนดเวลาแน่นอน มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง ที่สำคัญประชาชนรู้เท่าทันสื่อ แต่ประเทศไทยไม่มีอะไรเลย

 ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีเดียมอนิเตอร์ ได้ศึกษาความรุนแรงในละครไทย ศึกษาโครงสร้าง หรือ พ๊อตเรื่อง ผลสรุปพอสังเขป จากการสำรวจละครกว่า 120 เรื่อง พบว่า 95 % ละครมีความรุนแรง ระดับหนัก เบาแตกต่างกัน ในจำนวนนี้ 80 % ติดเรต น 13 + และ น 18+ ที่เหลือ 20% ติดเรต ท โดยละครทั้งหมดโครงเรื่องเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฉากความรุนแรงปรากฎอยู่ได้บ่อยมาก จะมีวิธีผูกปมขัดแย้งปัญหาตัวละคร การคลี่คลายปมทุกอย่างจะใช้ความรุนแรงหมด โดยการศึกษาครั้งนี้ค้นพบ 27 วิธีในการฆ่าใครคนใดคนหนึ่งในละคร เช่น บางค่ายชอบเขียนบทฆ่าคนพิสดารค่อยๆวางยาพิษ ยาเบื่อหนู บางค่ายชอบวิธีเก่าๆ ตัดสายเบรกรถให้ขาด ส่วนวิธีแบบคลาสสิคคือ เอาปืนยิง สังเกตตอนจบด้วยตัวร้ายเอาปืนจ่อยิง

วธ.เตรียมเปิดเวทีกลางถกทางออกเรตติ้ง

นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ตนได้หารือร่วมกับ น.ส.ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ถึงการจัดเวทีกลางสร้างความเข้าใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในเรื่องการจัดเรตติ้งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนนี้ โดยมีประเด็นที่จะร่วมพิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การจัดทำเรตติ้งที่เป็นมาตรฐานเดียว โดยพิจารจากเนื้อหา และวัยของผู้ชม และจะเปิดกว้างในเรื่องอิสระและเสรีภาพในการผลิตให้ผู้ผลิตทุกช่อง แต่ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้ง ขอให้มีการใช้เรตติ้งระหว่างภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ เป็นเรตเดียวกัน ตนคิดว่าสามารถพัฒนาได้ไม่ยาก เพราะมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเดียวกัน

 2. ต้องทำความเข้าใจในการรับรู้เรื่องการจัดเรตติ้งให้แก่บุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ประอบการ ผู้บริหารสถานี และผู้ชม ซึ่งจะทำให้การจัดทำเรตติ้งมีเอกภาพ ซึ่งหากทำความเข้าใจแล้ว การมีเรตติ้งจึงอาจจะไม่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเสมอไป แต่จะใช้มาตรการการดูแลของผู้เปกครอง และความเข้าใจของคนเป็นสำคัญ 3. เรื่องเวลาในการเผยแพร่ ต้องยอมรับว่าการปิดกั้นสื่อไม่สามารถทำได้แน่นอน ถึงแม้ไม่ฉายในโทรทัศน์ คนสามารถเข้าถึงในอินเตอร์เน็ตได้เช่นกัน ดังนั้นจึงต้องหาทางที่จะพิจารณาว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ชมมีวุฒิภาวะที่จะชมละคร

 “ ที่เป็นห่วงคือ เมื่อเราเปิดเวทีให้แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ผู้บริหารสถานี หรือ ผู้ประกอบการ บางช่องจะไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งที่ผ่านมา จะเป็นแบบนี้เกือบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนื้ทราบว่ามีบางช่องตอบรับ พร้อมร่วมมือดำเนินงานร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี ที่จะร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีสู่สังคม” ปลัด วธ. กล่าว