ไลฟ์สไตล์

โพลล์ชี้ปชช.เชื่อรัฐสลายม็อบด้วยความโปร่งใส

โพลล์ชี้ปชช.เชื่อรัฐสลายม็อบด้วยความโปร่งใส

18 เม.ย. 2552

เอแบคโพลล์ เผย ผลสำรวจ"ความเชื่อคนไทยภายหลังการชุมนุมประท้วง" ระบุ ร้อยละ 74.9 เชื่อรัฐสลายการชุมนุมด้วยความโปร่งใส ร้อยละ 64.8 เชื่อเสื้อแดงชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้านผ.อ.สำนักวิจัยเอแบค แนะให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสุขสงบ

 (18เม.ย.) ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลเรื่อง "ความเชื่อของคนไทยภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของประชาชน" กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  ปทุมธานีเชียงใหม่ สุโขทัย  เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ชลบุรี  ฉะเชิงเทรา  กาญจนบุรี เพชรบุรี ขอนแก่น  หนองบัวลำภู สกลนคร   ศรีสะเกษ ระนอง  พัทลุง และ สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,439 ครัวเรือน ในวันที่ 17 เมษายน 2552 พบว่า ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.2 ได้ติดตามข่าวการชุมนุมประท้วงของประชาชนอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ร้อยละ 16.6 ติดตามบ้าง และร้อยละ 7.2 ไม่ได้ติดตามเลย

 เมื่อถามการสำรวจถึงความเชื่อของประชาชนที่ติดตามข่าวต่อประเด็นสำคัญต่างๆ ภายหลังการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.8 เชื่อว่า กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ชุมนุมกันด้วยความบริสุทธิ์ใจเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม รักประชาธิปไตย มีเพียงส่วนน้อยต้องการใช้ความรุนแรง แต่ร้อยละ 35.2 ไม่เชื่อ ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.9 เชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันสลายการชุมนุมด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 25.1 ไม่เชื่อ

 เมื่อถามถึงความเชื่อต่อการเสียชีวิตของประชาชนจากเหตุชุมนุมประท้วงรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.2 เชื่อว่าการเสียชีวิตของประชาชนจากเหตุชุมนุมประท้วงเกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมกระทำกันเอง ไม่ใช่การกระทำของฝ่ายทหาร ในขณะที่ร้อยละ 26.8 ไม่เชื่อเช่นนั้น ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.9 เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจ ตระหนักถึงความเสียหายต่อตนเองและประเทศชาติจากเหตุวุ่นวายทางการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 21.1 ไม่เชื่อ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.1 เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงรักสามัคคีกัน เกื้อกูล เมตตาปราณีต่อกัน ในขณะที่ร้อยละ 14.9 ไม่เชื่อ

 ที่น่าเป็นห่วง คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.5 กังวลว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และรัฐบาลจะไม่เป็นหนึ่งเดียวกันในการแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในสังคม ในขณะที่ร้อยละ 20.3 ไม่กังวล และที่เหลือร้อยละ 13.2 ไม่มีความเห็น และเมื่อถามความเห็นต่อการโยกย้าย ปรับเปลี่ยน นายทหารหรือนายตำรวจระดับสูงในช่วงเวลานี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.3 ไม่เห็นด้วย ในขณะที่ร้อยละ 21.9 เห็นด้วย และร้อยละ 12.8 ไม่มีความเห็น และเมื่อถามถึงความหวังของประชาชนว่า คนไทยส่วนใหญ่จะรักสามัคคี เมตตาปราณี ให้อภัยกัน หรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 ยังมีความหวัง ในขณะที่ร้อยละ 20.9 ไม่มีความหวังแล้ว

 ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า กลไกต่างๆ ของรัฐ  รัฐบาล คนไทยทุกคนและสื่อมวลชนต้องช่วยกันรณรงค์ให้สังคมไทยสงบสุขอย่างต่อเนื่อง เพราะตัวเลขที่ค้นพบในทางลบมีอยู่เป็นจำนวนมากพอที่จะกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ และอะไรที่เป็นความดีความงามของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ต้องสนับสนุนส่งเสริมรักษาไว้ นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดเทียบเท่ากับการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนคือ การนำเรื่อง แนวทางสร้างเสริมความเป็นธรรมในสังคม ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องของธุรกิจท่องเที่ยวจะทำให้กลุ่มนายทุนได้เม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่การสร้างเสริมความเป็นธรรมในสังคมน่าจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับและส่งผลดีต่อบรรยากาศทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจอีกด้วย นอกจากนี้ ฝ่ายการเมืองต้องเร่งแสดงให้เห็นว่ามีความรักความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก่อนที่จะมาขับเคลื่อนให้คนไทยในสังคมรักกัน