
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย ช่วงอายุ 35-50 ปี เป็นโรคที่ป้องกันได้ และสามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าพบในระยะเริ่มแรก ดังนั้น จะทำให้อัตราการเกิดโรคและอัตราการตายของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกลดลง
ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
1.สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ต่ำกว่า 18 ปี)
2.มีคู่นอนหลายคน สำส่อนทางเพศ
3.มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
4.มีโรคเรื้อรังหรือโรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เช่น โรคเอดส์
5.เคยมีความผิดปกติของปากมดลูก จากการตรวจภายใน และทำ Pap Smear
วิธีการตรวจหา “ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก” เรียกว่า การตรวจ Pap Smear เป็นการเก็บเซลล์เยื่อบุปากมดลูก ที่ลอกหลุดออกมาแล้วนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง
สัญญาณเตือนภัย
ในระยะเริ่มแรก อาจไม่มีอาการ หรืออาจมีเลือดออกจากช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ ประจำเดือนมาผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่น และมีปริมาณมาก สีผิดปกติ หรืออาจปนเลือด
การป้องกัน
-ตรวจภายในทุก 1-3 ปี
-ไม่สูบบุหรี่
-ใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ เพื่อหลีกเลี่ยงโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
-ไปพบแพทย์ หากมีตกขาวผิดปกติ หรือมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด
-สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจ “Pap Smear” เพื่อเช็กมะเร็งปากมดลูก อย่างน้อยปีละครั้ง และ ฉีด vaccine ป้องกันมะเร็งปากมดลูก
วิธีการรักษา
1.การผ่าตัด ใช้ในมะเร็งระยะต้น (ระยะที่ 1 ถึง 2 ต้นๆ) โดยทำการผ่าตัดมดลูก และต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน
2.การให้รังสีรักษา ทำได้ 2 วิธี ใช้ในระยะเริ่มลุกลาม (ระยะที่ 2 ถึงระยะ 4 ต้นๆ) โดยใช้ร่วมกับเคมีบำบัด ได้แก่
-การให้รังสีรักษาจากเครื่องแพทย์เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง 5 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 5-6 สัปดาห์
-การใช้ร่วมกับการฝังแร่อาบรังสี บริเวณปากมดลูกอีก 3-4 ครั้ง
3.การให้เคมีบำบัด โดยการให้เคมีเข้าในเลือดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง ใช้ร่วมกับการฉายรังสี หรือให้ในผู้ป่วยระยะแพร่กระจาย หรือกลับเป็นซ้ำ
กินอย่างไรห่างไกลมะเร็ง
1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ควรรับประทานอาหารซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน
2.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ได้แก่
-อาหารที่มีไนเตรท ไนไตรท์ และสารไนโตซามีน ที่พบได้ในอาหารที่ผ่านขบวนการเก็บถนอมอาหาร และอาหารพวก ไส้กรอก แฮม และแหนม
-อาหารที่ใส่สีสังเคราะห์ที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร ควรใช้สีที่ทำจากธรรมชาติ
-อาหารที่มีสารอะฟาทอกสิน ซึ่งเป็นสารพิษจากเชื้อรา พบมากในอาหารแห้งที่ขึ้นรา เช่น ถั่วลิสง พริกแห้ง
-อาหารที่ไหม้เกรียม เช่น เนื้อสัตว์ที่ปิ้ง ย่าง จนเป็นสีดำ
-อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด อาหารหมักดอง
-อาหารที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง
3.รับประทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี และผักพวกกะหล่ำ บร็อคโคลี่ หัวหอม กระเทียม และธัญพืช พวกข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด จะมีสารต้านมะเร็ง
4.รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ อาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง ผลไม้พวกเบอร์รี่ อาหารที่มีวิตามินอีสูง
5.รับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เช่น อาหารพวกปลา โดยเฉพาะปลาน้ำลึก จะมี EPA และ DHA ที่จะช่วยชะลอการแพร่ของมะเร็ง
6.ล้างและทำความสะอาดอาหารก่อนรับประทาน เพื่อลดสารตกค้างในอาหาร เช่น ยาฆ่าแมลงในผัก ผลไม้
7.งด หรือลดการดื่มแอลกฮอลล์ การสูบบุหรี่ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น
โทร.0-2910-1600



