
แขกรับเชิญ - "คำเชิญ" ร่วมงาน "วันนักเขียน"... จากนายก!!
แม้ว่าวันนักเขียนจะเริ่มมาจากการที่ สุวัฒน์ วรดิลก และผองเพื่อนได้ถือโอกาสรวมตัวกันช่วยเหลือเพื่อนนักเขียนเมื่อคราวที่ เลียว ศรีเสวก ป่วย การดูแลกันและกันในครั้งนั้นได้สานต่อให้เกิดชมรมนักเขียนและวันนักเขียนขึ้นเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว กลุ่มนักเขียนเหล่านี
การชุมนุมสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดกัน ย่อมนำมาซึ่งสัมพันธ์และความเข้าใจอันดี เพื่อความร่วมมือ ผลักดันวรรณกรรมที่มีคุณค่าให้เป็นที่ประจักษ์ นับเป็นจุดประสงค์ที่คณะนักเขียนรุ่นก่อนได้พยายามสร้างสรรค์ไว้ งานวันนักเขียนในแต่ละปีจึงประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นสาระหรือการเชิดชู กับงานสังสรรค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์กันและกัน
เพื่อเน้นบรรยากาศความเป็นกันเอง งานในปีนี้เมื่อเสร็จพิธีอุทิศส่วนกุศลแด่นักเขียนผู้ล่วงลับไปแล้ว (ณ ที่ทำการสมาคม ถนนกรุงเทพ-นนท์ ซอย 33) ในช่วงเช้า เวลา 17.00 น. เป็นพิธีมอบรางวัล “ศรีบูรพา” ซึ่งปีนี้ได้แก่ “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี จากนั้นจะเริ่มภาคบันเทิงด้วยเถิดเทิงกลองยาว เพื่อบอกว่างานรื่นเริงกำลังจะเริ่มแล้ว...
บรรยากาศความเป็นกันเองจะเริ่มจากซุ้มอาหารที่สำนักพิมพ์ต่างๆ นำอาหารมาจัดบริการฟรีแก่ทุกคน เหมือนการย้อนกลับไปสู่บรรยากาศเดิมที่เราเคยเห็นสมัยวันนักเขียนจัดที่สมาคมนักข่าวฯ (ตรงข้ามวชิรพยาบาล) ซุ้มยาดองสูตร “มนัส จรรยงค์” ที่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ บอกว่ากรึ๊บแล้วขึ้นสวรรค์ และบรรยากาศการกระชับมิตรที่ใช้พิธีกรภาคสนาม 4 คน ลงเดินสัมภาษณ์แนะนำไป คลุกวงในนักเขียนทุกรุ่น ใครอยากพบใคร ใครอยากเห็นใคร จะสามารถสัมผัสได้ทั้งตัวตนจริง และภาพบนจอขนาดใหญ่ 2 จอ
เมื่อเพลงกวี พร้อมหนังสั้นประกอบการอ่านบทกวีที่เร้าใจทั้ง แสง สี เสียงและภาพสิ้นสุดลง วงดนตรี “คนด่านเกวียน” เต็มวง จะเติมความหมายของศิลปะส่องทางให้แก่กัน เพื่อบอกถึงต้นธารของบทเพลงที่มาจากวรรณกรรม พร้อมกับบทเพลงคารวะ (หงา) คาราวาน
5 พฤษภาคม 2554 งานวันนักเขียนจัดขึ้นที่ห้องกมลทิพย์ โรงแรมสยามซิตี ถนนศรีอยุธยา (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าพญาไท) เป็นธรรมเนียมเหมือนเช่นปีก่อนๆ นั่นคือ “ฟรี” พร้อมรับหนังสือ “ปากไก่” ฉบับวันนักเขียน วารสาร "กองทุนศรีบูรพา" ฉบับวันนักเขียน 5 พฤษภาคม 2554 พร้อมของที่ระลึก
งานวันนักเขียน เป็นงานเพื่อเป็นศรีแก่นักเขียนทุกคน ไม่เลือกค่าย ไม่เลือกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือไม่เป็นสมาชิกของสมาคม หากเป็นนักเขียนต้องถือว่านี่คือวันประกาศเกียรติ ประกาศศักดิ์ศรี ของนักเขียนทุกคน !!
โดย...เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยน
“ผมอิจฉาสมัชชาคนจนครับ"....
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ในงานวันนักเขียน ก่อนฟังสุนทรกถาจาก “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” นักเขียนรางวัลศรีบูรพา 2554 เรามารู้จักตัวตน ความคิด ของนักเขียนรางวัลศรีบูรพาคนล่าสุดสักเล็กน้อย ถือเป็นการอินโทรก่อนฟังถ้อยสุนทรกถาจากเขาคนนี้ในช่วงเย็นวันที่ 5 พฤษภาคม 2554
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรียกตัวเองว่าเป็นคนเมืองโดยกำเนิด เพราะเกิดและโตในกรุงเทพฯ เรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จนจบระดับมัธยม เข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอจบการศึกษา เข้าทำงานในบริษัทที่มั่นคง มีออฟฟิศหรูหราทันสมัย ได้พบปะกับเพื่อนมากหน้าหลายตา หลังเลิกงานมักไปนั่งจิบเบียร์เย็นๆ กับเพื่อนที่ร้านแฮงเอาต์ไหนสักแห่ง หากวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด ก็อาจจะไปเที่ยวต่อตามผับ เผื่อไปเจอคนรู้ใจ ต่อมาเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพ เขาตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท และสำเร็จการศึกษาในระยะเวลาอันสั้น ทำงาน เก็บเงิน ซื้อบ้าน ใช้ชีวิตเยี่ยงคนชนชั้นกลางทั่วไป
เบื่อๆ บรรยากาศในกรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไปเที่ยวเล่นตามป่าเขาและทะเลที่มีทิวทัศน์สวยๆ ต่อเมื่อวันที่ประเทศถูกพิษเศรษฐกิจโถมทับ ปัญหาการเงินเริ่มสั่นคลอน บ้านตัวเองกำลังจะถูก ปรส.ขายทอดตลาด เขาเริ่มคับแค้นใจ ด้วยคิดเสมอว่าทำมาหากินสุจริตมาตลอด เขามองออกไปรอบตัว และเกิดเชื่อว่ามีคนนับพันคนที่กำลังประสบปัญหา ที่ผ่อนบ้านอยู่ดีๆ ปรากฏว่าถูกยึดบ้าน เพราะการที่ ปรส.ของรัฐออกกฎกติกาที่เอื้ออำนวยประโยชน์แก่ฝรั่งมากกว่าคนไทยด้วยกันเอง แต่ทุกคนก็ต่างคนต่างอยู่ ยอมรับชะตากรรมอย่างเงียบๆ
กระทั่งวันหนึ่ง เขาอ่านข่าวสมัชชาคนจนมาเรียกร้องปัญหาของพวกเขา เขาฟังข่าววิทยุที่กำลังวิจารณ์ม็อบว่าทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย พอเปิดเข้าไปในอินเทอร์เน็ตก็พบคนด่าม็อบอย่างเสียๆ หายๆ ด้วยความสะใจ แต่ในมุมของเขา มองอีกมุมหนึ่งว่าพวกคนจนเหล่านี้ การศึกษาก็ต่ำกว่าพวกเรา แต่พวกเขายังรวมตัวกัน มีศักดิ์ศรีพอที่จะกล้าออกมาต่อรองกับอำนาจรัฐ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ กล้าดื้อแพ่งกับรัฐที่ใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ เอาเปรียบพวกเขา และอดทนต่อพวกชนชั้นกลางเช่นเขาที่ดูถูกเหยียดหยามได้ต่างๆ นานา ในขณะคนที่มีการศึกษาสูงอย่างเขาเอาแต่ขี้ขลาดจนหัวหด และนิ่งรับชะตากรรมอย่างเงียบสงบ ไม่กล้ารวมตัว ไม่กล้าต่อรองกับรัฐ ทั้งๆ ที่รู้ว่ารัฐออกกฎมาเอาเปรียบพวกเราตลอด
และท้ายที่สุดเขาก็สรุปความเป็นชนชั้นกลางของเขาในวันหนึ่งว่า “ผมอิจฉาสมัชชาคนจนครับ”
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ กับภาระการงานในปัจจุบัน แม้จะเข้าไปรับบทบาทเป็นหนึ่งในผู้กุมบังเหียนสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หรือทีวีไทย แต่ภาพของคนทำหนังสือ เขียนหนังสือ และภาพบรรณาธิการนิตยสารสารคดี สื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพนั้น ยังติดตาญาติน้ำหมึกมิรู้หาย
“ตำแหน่งทุกวันนี้คือรับผิดชอบรายการ พูดง่ายๆ คือ ดูหน้าจอทั้งหมด ภาระหลักจะต้องบริหารบุคลากร 400 เกือบ 500 คนด้วย”
การดูแลคนที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนนับร้อยๆ เท่า เขามีหลักจัดการคือ
“หนึ่ง เราต้องเข้าใจธรรมชาติคนทีวีที่มีการตื่นตัวค่อนข้างสูง ต้องทำให้เขาได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน จากนั้นจะง่ายในการพูดจากัน สอง การทำงานสื่อต้องทำกันเป็นทีม ทุกคนจึงต้องเท่าเทียมกัน มีความสำคัญเท่ากัน เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานแล้ว เขาจะรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นหนึ่งเดียว งานมันจึงจะดีขึ้น”
* เรียบเรียงจากบทความในหนังสือปากไก่ ฉบับวันนักเขียน 5 พฤษภาคม 2554



