ไลฟ์สไตล์

พึ่งตนพึ่งธรรม-ครอบครัว ป.ปัน

พึ่งตนพึ่งธรรม-ครอบครัว ป.ปัน

02 พ.ค. 2554

"เราสนับสนุนให้เขาอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยพกของเล่นไป แต่จะพกหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง เพราะเวลาว่างเขาจะได้อ่าน จะได้ติดนิสัยในการอ่าน เป็นกลยุทธ์ อย่างน้อยมีอะไรติดมือ แล้วไม่ค่อยห้ามลูก ถ้าเขาจะซื้อหนังสือ"

 ปริญดา อุทัยเจริญพงษ์ อดีตผู้บริหารบริษัทในเครือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงการเลี้ยงลูกสามคนให้รักการอ่านเป็นรากฐานของชีวิต จนทำให้ลูกทั้งสามคนในวันนี้ประสบความสำเร็จทุกคน ลูกสาวคนโตเรียนจบนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกชายฝาแฝดสองคนเป็นวิศวกรทั้งคู่ คนโตเก่งในเรื่องหุ่นยนต์ ส่วนคนเล็กเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านอวกาศ 

 "ตอนพวกเขายังเป็นเด็ก อายุยังไม่ถึงสิบขวบดี มีวันหนึ่งจำได้ว่าไปที่ห้าง ลูกชายคนเล็กเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า อิเล็กทรอนิกส์สมัครเล่น หน้าปกเป็นรูปวงจรอิเล็กทรอนิกส์ รูปมอเตอร์เรือ ที่สามารถลงไปในน้ำก็แล่นได้ ลูกบอกว่าอยากทำได้อย่างนี้ ก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน ในนั้นมีบทความเกี่ยวกับเรือดำน้ำ ทั้งชิ้นส่วนประกอบ สองคนแม่ลูกก็เอาหัวชนกัน อ่านด้วยความไม่รู้เรื่อง แต่อยากให้ลูกประดิษฐ์ของสิ่งนี้เอง ก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี

 จำได้ว่า โทรศัพท์ไปที่แสงทองการช่างโทรทัศน์ เขาถามว่า กี่ขวบครับ ก็บอกไปว่า 10 ขวบ เขาบอกว่า ยังไม่รับสอน จะสอนให้คนที่จะเป็นช่างซ่อมโทรทัศน์มืออาชีพ ก็เลยเปิดดูในหนังสือเล่มนั้นว่า ใครเป็นคนเขียนบทความนี้ ในนั้นเขาเขียนว่าคุณฉกาจ ลือชาเกียรติศักดิ์ เป็นคนเขียน ก็เลยโทรศัพท์มาที่โรงพิมพ์ซีเอ็ด ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มดังกล่าว ตอนนั้นจำได้ว่าอยู่แถวๆ ดินแดง ห้วยขวาง ก็โทรศัพท์ไปนัด คุณฉกาจก็น่ารักมาก รับนัด ก็ไปกัน มีเด็กสิบขวบสองคน (ฝาแฝด คือไปป์กับปูน) ไปถึงเขาเปิดห้องประชุมเล็กๆ แล้วอธิบายให้ฟังว่า วงจรประกอบด้วยอะไรบ้าง อุปกรณ์ไปซื้อที่ไหน ประกอบอย่างไร"

 ปริญดาเล่าด้วยความประทับใจว่า ลูกๆ ตื่นเต้น ที่จะได้ประดิษฐ์ของเอง ก็พากันไปซื้ออุปกรณ์กันที่บ้านหม้อมาประกอบกัน

 "จำได้ว่า พอประกอบแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันอย่างในรูปที่เห็น แต่อย่างน้อยๆ คือมันเคลื่อนที่ได้ แค่นี้ลูกก็ตื่นเต้นมากแล้ว จากจุดนั้น ก็มีความประทับใจคุณฉกาจมาก เราไม่ได้เป็นญาติเขา เพียงแค่เป็นคนที่ซื้อหนังสือเขาเล่มเดียว แค่นั้น แต่เขาก็มีจิตเมตตาต่อเด็กสองคน หลังจากนั้นก็เขียนจดหมายไปขอบคุณเขา เขียนไปถึงกรรมการผู้จัดการ และมีสำเนาถึงคุณฉกาจด้วย ที่เมตตาเด็กสองคนโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น"

 ตอนนั้นคุณแม่ลูกสามไม่ได้หวังว่า ลูกจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ หรือนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต แต่สิ่งที่ลูกได้รับคือความประทับใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งให้โอกาส ให้เวลา ให้คำอธิบายอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้อกังขา ไม่มีความคาดหวังใดๆ ตอนนั้น ก็เพียงคิดว่า ลูกจะจำเหตุการณ์นั้นได้ แล้วถ้าวันหนึ่ง เขามีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ เขาจะได้ให้เวลาให้โอกาสกับคนในสังคมบ้าง แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ก็อยู่ในใจของตัวเองและลูกตลอดเวลา

 ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์ หรือ ไปป์ วิศวกรอวกาศ วัยยี่สิบกว่าๆ เสริมคุณแม่ว่า หลังจากที่โตแล้ว เข้ามหาวิทยาลัย เรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตอนปี 1 มีค่ายอิเล็กทรอนิกส์สมัครเล่นเข้ามาในมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะสอนเด็กมัธยมต้น เกี่ยวกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ง่ายๆ ให้เด็กได้รู้ว่า ภายในของเล่นที่เขาเล่นมีอะไรบ้าง แล้วเขาจะซ่อมแซมมันได้ไหม

 "ผมเห็นโอกาสเหล่านี้ในการที่จะให้ความรู้เด็ก ก็เลยสมัครไปทำงานเป็นคนสอน ตลอดทั้ง 4 ปี จนจบมหาวิทยาลัย คือ ผมคิดว่า ถ้ามีเด็กเรียน 100 คน เรียนรู้เรื่อง 10 คน ใน 10 คน ผมก็หวังเพียงว่า เพียงไม่กี่คนนี้ ถ้าเขาสามารถประดิษฐ์อะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคมได้ ก็พอใจแล้ว"

  ธาวิต หรือ ปูน พี่ชายฝาแผดของไปป์ก็ทำงานอาสานี้อยู่เหมือนกัน ไปป์ เล่าถึงพี่ชายที่มีอายุห่างกันสามนาทีว่า พี่ชายแฝดของผม เรียนวิศวกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มีโอกาสไปเข้าชมรมหุ่นยนต์ของจุฬาฯ

 "มีปีหนึ่งที่มีการแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ในประเทศไทย ทางจุฬาฯ ชนะเลิศในระดับประเทศ พี่ปูนเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขันโรโบคัพ (Robocup) ซึ่งเป็นการแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติระดับนานาชาติ มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิจัย ค้นคว้าและพัฒนาศาสตร์ทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (หุ่นยนต์) ปีนั้นไปแข่งที่ญี่ปุ่นก็เข้ารอบได้ที่สองกลับมา"

 ความสำเร็จของเด็ก จริงๆ แล้วต่างมีเบื้องหลัง และผู้สนับสนุน หลังจากที่ลูกทั้งสามของปริญดาเรียนจบและประสบความสำเร็จในชีวิต ครั้งหนึ่งเธอถามลูกว่า จำคุณฉกาจได้ไหม ลูกฝาแฝดทั้งสองคนบอกว่าจำได้

 "ก็เลยพาลูกไปหาคุณฉกาจ มันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจก็ได้ หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ตอนที่ทั้งคู่เป็นเด็กนั้น คุณฉกาจคงไม่ได้คิดอะไร คงให้อย่างไม่หวังผลตอบแทน แต่ในความเป็นแม่ ประทับใจจากสิ่งที่เราได้รับจากคนที่ไม่รู้จัก จากน้ำใจที่งดงาม ที่บริสุทธิ์ ทำให้ลูกมีเป้าหมาย มีแรงบันดาลใจ สนใจในสิ่งประดิษฐ์ และเลือกหนทางที่จะเป็นวิศวกร ทั้งคู่จำได้ว่า วันที่พาลูกทั้งสองคนไปหาอีกครั้งก็ซื้อเค้กไปฝากเล็กๆ ไปถึงก็ถามคุณฉกาจว่า จำได้ไหม เขาบอกว่าจำได้"

 การเป็นแม่คน ปริญดาบอกว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่การเรียนรู้ไป แก้ปัญหาไป นั่นคือสิ่งจำเป็น และการตั้งชื่อลูกก็มีความหมายต่อชีวิตเขาไม่น้อย

 "เนื่องจากตัวเองชื่อ ปิ๋น พ่อชื่อ ปิง ก็เลยอยากตั้งชื่อลูกๆ เป็นครอบครัว ป.ปลา ตอนมีลูกสาวคนแรกก็เลยตั้งชื่อเล่นว่า ปัน คนที่สอง พี่แฝด ชื่อเล่นว่า ปูน (มาจากปูนบำเหน็จ) คนที่สาม แฝดน้องชื่อว่าไปป์ คืออยากให้ทั้งสามคน เกิดมาแล้วรู้จักคำว่า ให้ หรือแบ่งปัน "

 วันนี้ ลูกทั้งสามของปริญดา ใช้ชีวิตสมชื่อจริงๆ ไปป์เล่าว่า ถ้าผมมีความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่ง แล้วมันไม่เป็นการลำบาก ก็อยากจะแบ่งปันให้คนอื่น

 ปริญดาเสริมไปป์ว่า สิ่งที่สอนลูก เราไม่ได้คิดว่าจะได้อะไรกลับมา แต่มันเป็นความอิ่มใจที่ได้แบ่งปัน เป็นความสุขเล็กๆ ในครอบครัว

 ทำให้เห็นถึงการศึกษาที่พัฒนาคนจากด้านใน มากกว่าการแข่งขัน หรือการทำเป็นธุรกิจการศึกษา ยิ่งการเลี้ยงลูก คือ โรงเรียนแรกที่จะทำให้เขาเติบโตเป็นคนในสังคมอย่างไร

 "การเลี้ยงลูกต้องแพ็กทีม โชคดีที่อยู่ในครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายาย มีญาติพี่น้อง ช่วยกันเลี้ยง ทำให้เราทำงานนอกบ้านได้ สามีก็ทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่เราไม่เคยรู้สึกว่าไม่มีเวลาให้กัน "

 ไปป์บอกว่า แล้วแม่ก็สอนแบบ ให้แบบไม่ให้ เพราะไม่ค่อยให้ซื้ออะไร นอกจากจำเป็นจริงๆ ถ้าเป็นของเล่น ต้องประดิษฐ์เอง

 ปริญดา บอกเหตุผลว่า ที่ทำเช่นนั้นเพราะเราต้องให้ความอดทน ให้เขาไขว่คว้าเอาเอง เพราะเราไม่สามารถอยู่กับลูกได้จนตายไปข้างหนึ่ง เขาจึงควรจะสร้างเอง มีแรงกดดันอยู่บ้าง

 "พวกลูกๆ ตอนเด็กๆ อาจจะรู้สึกว่า ทำไมแม่ไม่ให้ แต่พอโตมา ทำให้รู้ว่า การที่แม่ไม่ให้เพราะแม่สอนให้เราหาเอาเอง แล้วเราก็จะรู้จักค่าของเงิน คุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่ไม่อาจซื้อหาได้ด้วยเงิน เพราะเราไม่สามารถตามไปดูแลเขาได้ตลอดชีวิต"

มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง นันทสิทธิ นิตย์เมธา ภาพ