
มามะนิลา
16 ปีแห่งความหลังในมะนิลา ไม่มีทั้งเรื่องรัก ชัง หวานหรือขมขื่น
เพียงเรื่องเดียวที่ยังจดจำมะนิลาในยามนั้นได้ คือ การจราจรที่ติดเป็นตังเม ใครที่เบื่อหรือลำเค็ญกับสภาพรถติดหนึบของกรุงเทพฯ ลองแวะเวียนไปมะนิลาดู แล้วคุณจะพบว่า บางกอกที่เคยทำให้เหนื่อยหน่ายกับเรื่องรถรา อาจจะทำให้คุณยิ้มออก
16 ปีเคลื่อนไป เกาะเรือบินของสายการบินเซบู แปซิฟิค แอร์ (0-2693-7888) กลับไปสำรวจมะนิลาอีกรอบ ดูเหมือนมะนิลายังไม่เปลี่ยน พื้นถนนถูกจับจองไว้ด้วยรถราสารพัดยี่ห้อ จะมีอย่างเดียวที่ทำให้นึกอยากมองคือ รถจิ๊ปนีย์ ที่แต่งสีสันแบบเจ็บๆ ยังเป็นขวัญใจชาวฟิลิปปินส์อย่างไม่สร่างซา ถึงแม้พ.ศ.นี้ชาวมะนิลาจะมีรถบริการสาธารณะที่ทันสมัยและสะดวกสบายมากขึ้น แต่จี๊ปนีย์ก็ยังแทรกตัวอยู่บนความทันสมัย
มะนิลา อาจจะเป็นเมืองนอกสายตาของใครหลายคน แต่ใช่ว่าจะแห้งแล้งเสน่ห์เสียเมื่อไหร่ อย่างน้อยก็คงเป็น ย่านอินทรามูรอส มุมเนื้อหอมที่สุดของเมือง หลังจากพากระเป๋าเข้าไปพักผ่อนในเรือนพักที่จับจองผ่านเว็บไซต์อโกดา(www.agoda.co.th) ฉันก็พุ่งไปหาอินทรามูรอสอย่างไม่โอ้เอ้
อินทรามูรอส ถอดความเป็นไทยหมายถึง อาณาบริเวณภายในกำแพง เพราะภายใต้กำแพงหินเป็นเมืองย่อมๆ ที่มีทุกสิ่งอย่างที่พวกสเปนเคยสร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ซานออกุสติน วิหารแห่งเมืองมะนิลา ป้อมซานติอาโก โรงเรียน สถานที่ราชการ และบ้านเรือนของพวกสเปนที่เรียกว่า คาซ่ามะนิลา
ช่วงที่สเปนเข้ามาครอบครอง ใช้อินทรามูรอสเป็นศูนย์กลางทั้งการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์หลายหน้าของฟิลิปปินส์เกิดขึ้นภายใต้กำแพงแห่งนี้
แม้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำแพงหินที่ล้อมรอบอินทรามูรอสจะพังทลายลงเพราะแรงระเบิด และถูกทิ้งร้างอยู่นานมาก แต่หลังจากนั้นก็มีการบูรณะฟื้นฟู และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ผ่านสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้
ใจกลางของย่านอินทรามูรอสอย่าง โบสถ์ซาน ออกุสติน (San Augustin Church) ยังคงมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ความที่เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดของฟิลิปปินส์อายุกว่า 400 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน ถูกไฟไหม้ 2 ครั้ง เจอแผ่นดินไหวเขย่าโบสถ์มาแล้ว 7 ครั้ง แถมยังรอดพ้นจากการโดนถล่มในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์แห่งนี้จึงมากมายไปด้วยประวัติศาสตร์ ไม่น่าแปลกที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลก
นอกจากยังรักษาความเก่าแก่ไว้อวดแขกเหรื่อได้ ภายในโบสถ์ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและศิลปะ ที่ล้วนแต่มีความน่าสนใจรออยู่ด้านใน
ตรงข้ามกับโบสถ์ซาน ออกุสติน เป็นจุดที่เรียกว่า คาซ่า มะนิลา ตรงนี้ถือเป็นย่านที่พักอาศัยของพวกชาวสเปนในอดีต ซึ่งถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ตามซอกซอยแถวนี้จะมีแต่อาคารโบราณที่กลิ่นอายของสเปน มีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงวิถีชีวิตของพวกสเปนในช่วงเข้ามาลงหลักปักฐานในมะนิลา ทั้งห้องหับ เฟอร์นิเจอร์ และภาพวาด
เดินเลยขึ้นไปจากย่านคาซ่า มะนิลา เป็น วิหารแห่งมะนิลา สิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่มาก นี่ก็อายุ 400 กว่าปีเหมือนกัน แต่มาเสียหายอย่างหนักตอนโดนระเบิดบอมบ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นจึงมีการสร้างขึ้นใหม่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20
ด้านในของวิหารตกแต่งประดับประดาด้วยกระจกแก้วอย่างงดงาม และมีรูปปั้นที่สลักจากหินอ่อนอย่างประณีต เป็นรูปพระแม่มารีอุ้มพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขน สำหรับชาวเมืองมะนิลานี่คือรูปปั้นที่พวกเขาศรัทธา ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงประวัติความเป็นมาของโบสถ์ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงปัจจุบัน มีรูปภาพฝาผนังและประติมากรรมที่แสนวิจิตร
อีกหนึ่งไฮไลท์ของอินทรามูรอส คือ ป้อมซานติอาโก ที่อยู่ไม่ไกลจากวิหารแห่งมะนิลา นี่คือป้อมปราการที่ตั้งอยู่บนปากแม่น้ำพาซิก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของมะนิลา น่าเสียดายที่ป้อมแห่งนี้ ถูกปล่อยให้รกร้างมานานโข แต่เมื่อปี 1950 ถูกบูรณะขึ้นใหม่และปี 1979 ทางการจึงเปิดให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติผ่านป้อมแห่งนี้ ป้อมซานติเอโกเก็บงำเรื่องราวในอดีตของฟิลิปปินส์ไว้มากมาย ด้วยความที่เคยถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการทางทหารของทั้งสเปน ญี่ปุ่น อังกฤษและอเมริกา จึงมีบางสิ่งบางอย่างทิ้งไว้เป็นร่องรอยแห่งอดีตให้คนรุ่นหลังไว้ดูต่างหน้า
พอเดินผ่านโค้งประตูเข้าสู่ด้านในของป้อม ก็จะมีจุดที่มีเคยใช้ขังนักโทษการเมือง รวมถึง ดร.โฮเซ ไรซัล ที่เคยใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ที่นี่ ก่อนถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในปี 1896 นอกจากนี้ยังมีอาคารเก่าแก่ที่ใช้เป็นจุดเก็บสินค้าในยุคอาณานิคม ใกล้ๆ กันเป็นสวนสวยงาม มีรถม้าตกแต่งสวยงามจอดเรียงรายรอให้บริการนักท่องเที่ยว
อินทรามูรอส จิ๊ปนีย์ และชาวฟิลิปปินส์ผู้มีเสียงดนตรีในหัวใจ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่มะนิลา ฉบับหน้าจากมะนิลาจะเหินฟ้าไปสอดส่องตามเกาะแก่งของดินแดนเจ็ดพันเกาะกันบ้าง
กาญจนา หงษ์ทอง



