
ธนาคารภาพทะเลไทยห้องสมุดภาพทะเลไทยเพื่อการเรียนรู้และงานวิจัย
ไม่ยากเลยสำหรับการให้คำตอบตกลงเพื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์ โครงการถ่ายภาพ เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เขตทะเลอันดามันเหนือ โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมนี้ถูกจัดในช่วงที่สภาพภูมิอากาศเหมาะสมของปี ถึงแม้ว่าตัวยังหมาดๆ จากทริปบริเวณเดียวกันไม่
ความตั้งใจที่จะสร้างธนาคารภาพถ่ายใต้ทะเลไทย สำหรับสาธารณชนให้ได้ใช้ประโยชน์ โดยสามารถดาวน์โหลดผ่านเครือข่ายสารสนเทศจากเว็บเพจที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ สำหรับเป็นแหล่งอ้างอิงและให้ความรู้ทั้งทางด้านการศึกษาและงานวิจัยต่างๆ โดยไม่หวังผลทางธุรกิจ โดยช่างภาพใต้น้ำได้ทั้งมืออาชีพและมือสมัครใจมารวมตัวกันช่วยทอดผ้าป่าภาพถ่ายใต้ทะเล ทั้งที่ไม่มีค่าตอบแทน โดยลิขสิทธิ์ยังคงเป็นของเจ้าของภาพโดยสมบูรณ์ มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Dive Expo (TDEX) 2011 ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคมนี้
เจษฎา ณ ระนอง ผู้จัดการ ซีเควส ประเทศไทย หนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนและผู้ร่วมกิจกรรมนี้ ตอบรับเข้าร่วมโครงการนี้เพราะเป็นโครงการที่ดีมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเรียนรู้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ ปกติแล้วเพียงแค่ได้ลงเรือมาพบเพื่อนๆ ในวงการดำน้ำก็มีความสุขแล้ว แถมยังได้ช่วยเหลือวงการศึกษาและงานวิจัยต่างด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสิ่งเหมาะสมแก่การใช้กล้องคู่ใจให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมดำน้ำและคนทั่วไป
หลังหอบสัมภาระขึ้นรถได้ไม่นาน อิทธิพลของความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาจนไล่ตามทัน ทำให้ต้องเดินทางไปพร้อมสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายเกือบตลอดเส้นทางกรุงเทพฯ มุ่งลงสู่ภูเก็ต ทั้งที่เมื่อตอนบ่ายสามโมงคนในพื้นที่ปลายทางอย่าง รายงานมาว่าฟ้าเปิดและทะเลยังดูสงบ เหมาะที่จะออกเรือสำหรับ 4 วันนับจากนี้ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเมฆฝนก็ดับแสงกล้าของดวงอาทิตย์ แต่เมื่อโชว์เริ่มแล้วนักแสดงอย่างเราๆ 25 ชีวิตก็ไม่สามารถถอยกลับได้ เสียงประทัดจุดดังขึ้นเมื่อเรือเล่นออกจากท่าเรือรัษฎา เพื่อให้การเดินทางคราวนี้ราบรื่น ก่อนแยกย้ายกันเตรียมอุปกรณ์ในการทำงานวันรุ่งขึ้น ด้วยความหวังว่าจะได้เห็นแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงลงมายังใต้ท้องน้ำ
ทั้งคลื่นลมและสายฝนยังคงโคลงเรือที่เราใช้บริการอย่างไม่บกพร่องตลอดคืน จนมาเช้าที่ที่หมายแรกบริเวณเกาะ 7 ของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ที่ใช้เป็นจุดตรวจเช็กความพร้อม ความมั่นใจสู่อันดามันเหนือ เป็นจุดดำน้ำลึกที่รู้จักกันดีสำหรับนักดำน้ำทั้งฟินส์เก่าและฟินส์ใหม่ ในนามของ หินม้วนเดียว ที่ประดับประดาไปด้วยปะการังอ่อนหลากสีและซีแฟนสีส้มขนาดใหญ่อยู่ห้อมล้อมแท่งหินขนาดย่อมๆ เหมาะที่จะเป็นที่อยู่หลบภัยของฝูงปลาขนาดเล็ก และเป็นแหล่งหาอาหารสำหรับเจ้าปลานักล่าที่ว่ายวนเวียนอยู่ ซึ่งพร้อมจะเข้าจู่โจมได้ทุกเมื่อ ดูแล้วช่างมีสีสันและมีชีวิตชีวาสำหรับโลกใต้ทะเลเป็นอย่างมาก โบกฟินส์เพียงไม่กี่ครั้ง ก็ไปถึงจุดที่เป็นลานปะการังแข็งพวกเขากวาง ปะปนกับปะการังโต๊ะที่ดูเสื่อมสภาพและไร้ชีวิต สร้างความสะเทือนใจไม่ใช่น้อย กับความเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วงสำหรับจุดดำน้ำที่สวยอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และกำลังขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่สามารถยับยั้งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ง่ายๆ
แสงแดดเริ่มส่องแสง ดูเหมือนเริ่มเป็นใจกับทีมงานเมื่อมาถึง กองหินริเชริว จุดที่พื้นดินโผล่พ้นน้ำตำแหน่งสุดท้ายทางด้านตะวันตกของทะเลไทย ทุกอย่างดูราบรื่น โลกใต้น้ำที่นี่ยังคงงดงามเหมือนเดิม น้ำใสทำให้การมองเห็นได้ในระยะไกล อีกทั้งประการังอ่อนหลากสี ฝูงปลาข้างเหลืองยังคงมีสมาชิกหนาแน่น กุ้งตัวตลกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของนักนิยมเลี้ยงปลาตู้ ยังพอมีหาเจอตัวเป็นๆ ได้อยู่ ด้านเหนือน้ำ คลื่นลมเริ่มโยนเรือไปมาแบบคุ้นเคยจนน่ากังวล
การถอยล่นไปยัง เกาะตาชัย จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับเวลาเช่นนี้ เกาะนี้ซึ่งเปรียบเสมือนโอเอซิสแต่อยู่กลางท้องทะเล ทั้งหาดทรายที่ขาวสะอาด ความร่มรื่นของป่าไม้ แถมยังเป็นจุดแวะเวียนของสัตว์ใหญ่ทั้ง วาฬบรูด้า ฉลามวาฬ และแมนต้าตามคำบอกเล่า และในครั้งเราได้เป็นหนึ่งในผู้มีประสบการณ์จริง เมื่อได้ลอยตัวดูความสง่างามของท่วงท่าการโผบินหาอาหารของ แมนต้า ทางด้านเหนือของเกาะตาชัย แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม แม้จะสะสมการดำน้ำมานานแค่ไหนก็คงไม่มีความสุขใจเท่านี้จริงๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ที่ได้พบเจอดารานำแห่งท้องทะเล 2 ทริปติดต่อกัน ทั้งๆ ที่หลายๆ คนที่แบกแทงก์ลงน้ำมากว่าหนึ่งร้อยไดรฟ์แล้วยังไม่เคยได้ชมลีลาการว่ายน้ำที่สวยงามของสัตว์ใหญ่เช่นนี้
ผ่านไปได้สองคืนกลางทะเล ครึ่งทางกว่าๆ ของการทำงานครั้งนี้ วันรุ่งขึ้นเรามีแผนว่าจะออกเรือตอนเช้ามืดเพื่อกลับไปตามหากระเบนราหูที่เกาะบอน ซึ่งอยู่ทางใต้ของที่นี่ห่างออกไปราว 2 ชั่วโมง ทว่าเมื่อตื่นขึ้นมามองเห็นเรือประมงสัญชาติไทยและต่างด้าวที่กร้านทะเล ต่างทิ้งสมอปล่อยให้เรือโยนไปมากลางสายฝนและพายุที่พัดอย่างต่อเนื่อง บริเวณหลังเกาะตาชัยจุดเดิมที่ทิ้งสมอค้างแรมเมื่อคืนนี้ ปลอดภัยกว่าที่จะเสี่ยงวิ่งฝ่าคลื่นขนาด 3-4 เมตร ที่สามารถพลิกเรือให้คว่ำได้โดยไม่ยากนัก 2 คืน 1 วันผ่านไปในสภาพที่การสื่อสารที่ทันสมัยต่างไม่สามารถใช้การได้นอกจากวิทยุสื่อสารของชาวเรือที่ยังพอใช้การได้อยู่และอาจต้องใช้ในการขอความช่วยเหลือ เพราะความปั่นป่วนของธรรมชาติครั้งนี้ดูท่าทางจะไม่สงบลงในเวลาอันสั้น โปรแกรมดำน้ำที่เหลือถูกยกเลิกเนื่องจากธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย
เช้ามืดวันที่ 4 ลมเบาลงบ้างเล็กน้อย กัปตันอาศัยประสบการณ์ของชาวทะเล ตัดสินใจออกเรือวิ่งตัดคลื่นมุ่งสู่ฝั่งพังงา เวลาสามถึงสี่ชั่วโมงต่อไปนี้เป็นช่วงที่ทุกคนต้องเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนนับถือถูกระลึกถึงและอัญเชิญมาคุ้มครองตามวิธีที่ตัวเองถนัด ห้องนอนที่อยู่ภายในตัวเรือเป็นจุดที่ใช้หลบลมและฝน พื้นที่ขนาด 4 ตารางเมตรกลายเป็นสถานที่ชุมนุมอันอบอุ่นของแนวร่วมคนทำงานเพื่อทะเล อย่างน้อย 12 คนที่แวะเวียนกันเข้ามาเป็นระยะๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำน้ำในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เปรียบเทียบมาตรฐานการจัดการบริหารการท่องเที่ยว และการทำประมงด้วยกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดในหลายประเทศ หรืออย่างอำเภอใจเช่นประเทศเพื่อนบ้าน ที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติเสียหายไม่แพ้ทะเลไทย มรดกทางธรรมชาติที่สร้างตัวเองขึ้นมากำลังถูกรุกรานและกอบโกยบนพื้นฐานของความคุ้มค่าเท่านั้น ไม่ได้มองว่าวันข้างหน้าจะเหลืออะไรในฐานการตัดสินใจแม้แต่น้อย
ดูเหมือนว่าธรรมชาติที่ปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วงเวลานี้ จะไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้การทำงานสะดุดจนต้องเข้าฝั่งแบบเอาตัวรอดแทบไม่ทัน แต่เชื่อว่า ความตั้งใจของคนรักษ์ทะเลกลุ่มนำร่อง คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพื่อโลกสีครามแห่งนี้ สนับสนุนให้เดินหน้าต่อไปเพื่อพัฒนาห้องสมุดภาพออนไลน์ ทั้งในด้านเทคนิคการเข้าถึงฐานข้อมูลและเพิ่มทรัพยากรทางด้านภาพให้เพียงพอที่จะใช้งานเพื่อการศึกษาค้นคว้าในรูปแบบต่างๆ หวังว่าในไม่ช้าระบบนี้จะสามารถตอบจุดประสงค์ของการจัดทำได้
กิตตินันท์ รอดสุพรรณ [email protected]



