ไลฟ์สไตล์

สธ.เทิดไท้84พรรษาปีทองแห่งการดูแลช่องปากผู้สูงวัยไทย

สธ.เทิดไท้84พรรษาปีทองแห่งการดูแลช่องปากผู้สูงวัยไทย

27 เม.ย. 2554

"เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง และคนเราเรื่องฟันเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่มีฟัน สุขภาพช่องปากก็ไม่ดี จะทำให้สุขภาพด้านอื่นๆ พลอยด้อยไปด้วย" กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

  ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ด้วยกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงห่วงใยสุขภาพช่องปากของประชาชนคนไทย  และเป็นที่มาของโครงการฟันเทียมพระราชทานเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ที่สธ.ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน
 
 อธิบดีกรมอนามัยกล่าวต่อว่า สุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตตั้งแต่ในเรื่องของการเคี้ยว การพูด การยิ้ม การหัวเราะ การสูญเสียฟันจึงมีผลต่อภาพลักษณ์ ความมั่นใจ  ความสวยงาม ทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกอาย ไม่อยากยิ้ม เป็นผลกระทบด้านจิตใจ ความเจ็บป่วยหรือความไม่สะบายเนื่องจากฟัน เช่น ปวดฟัน เสียวฟัน  มีผลต่อการพักผ่อน ต่อการทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ และต่อการเข้าสังคม
 
 "จากสถิติปี 2547 มีผู้สูงอายุ 6 ล้านคน มีการสูญเสียฟันและต้องการฟันเทียมทั้งปาก 3 แสนคน ต้องการฟันเทียมบางส่วน 3.7 ล้านคน อีกทั้งประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะประชากรสูงอายุ (population aging) คือมีผู้สูงอายุมากว่าร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ สัดส่วนประชากรสูงอายุมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 10.5 หรือ 6.4 ล้านคนในปี 2548 เป็นร้อยละ 19.5 หรือ 11 ล้านคน ในปี 2563 ซึ่งจะทำให้ความต้องการฟันเทียมเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสมและเร่งด่วน" ดร.นพ.สมยศ กล่าว
 
 ดร.นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า  กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับภาคเครือข่ายดำเนินงานตามโครงการฟันเทียมพระราชทาน เพื่อรณรงค์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุเฉลิมพระเกียรติในหลวง 80 พรรษาระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548-2550 สามารถแก้ปัญหาการสูญเสียฟันแก่ผู้สูงอายุด้วยการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุ  8 หมื่นราย จนกระทั่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นพันธสัญญาของกระทรวงสาธารณสุขต่อประชากรในปี 2549-2550 สำนักตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุขเห็นประโยชน์ของโครงการต่อประชาชน จึงได้คัดเลือกเป็นโครงการนิเทศติดตามในระบบปกติของกระทรวงสาธารณสุขในปีงบประมาณ 2550 รวมทั้งรัฐบาลได้คัดเลือกเป็นหนึ่งในโครงการที่ร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549 และเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

  "กรมอนามัยตระหนักดีว่าการสูญเสียฟันส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการฟันเทียมพระราชทาน ตลอดจนการติดตาม กำกับตลอดมา และพบว่า ร้อยะ 97 ของผู้สูงอายุที่ได้รับบริการใส่ฟันเทียมในโครงการนี้พอใจ เพราะกินอาหารได้มากขึ้นร้อยละ 83 พูดชัดขึ้นร้อยละ 66 พอใจในความสวยงามมากขึ้นร้อยละ 71 มีความสุขมากขึ้นร้อยละ 69 และมั่นใจในการเข้าสังคมมากขึ้นร้อยละ 49" ดร.นพ. สมยศ กล่าว
 
 ไม่เพียงเท่านั้น แม้ว่าจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปากไป 94,756 คน แต่ยังมีผู้สูงอายุต้องการฟันเทียมทั้งปากมีประมาณ 2.5 แสนคน กระทรวงสาธารณสุขจึงแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

จัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุในถิ่นทุรกันดารเข้าถึงบริการได้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการเคี้ยวอาหารของฟันเทียมที่มีปัญหา ด้วยการทำรากฟันเทียม พร้อมกับจัดระบบบริการส่งเสริม ป้องกัน "โรคในช่องปาก"  เพื่อลดการสูญเสียฟันในกลุ่มผู้สูงอายุ ลดความต้องการใส่ฟันเทียม ลดการพึ่งพาบริการทันตกรรมจากภาครัฐ โดยผ่านทางชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ  ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ในระยะยาว

  ปี 2554 กระทรวงสาธารณสุขได้สืบสานพระราชปณิธาน ในโครงการฟันเทียมพระราชทานและการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.)  ได้ประกาศให้เป็น "ปีทองแห่งการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุไทย" เมื่อวันที่ 22  เมษายน 2553 ณ ริชมอนด์แกรนด์บอลรูม โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี

 "กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานภาครัฐที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดมา และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2554 ในนามของกระทรวงสาธารณสุข ผมจึงขอประกาศให้ปี 2554 เป็นปีทองแห่งการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้สูงอายุที่ต้องการใส่ฟันเทียมทั้งปากทุกท่าน สามารถรับบริการใส่ฟันเทียมพระราชทานได้ที่หน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุขที่ท่านสะดวกที่สุดได้ทุกแห่ง และถ้าฟันที่ใส่นั้นหลวม เคี้ยวอาหารไม่ได้ ก็รับบริการทำรากฟันเทียมพระราชทานได้ที่โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ ส่วนผู้สูงอายุที่มีฟัน ผมขอเชิญชวนให้ร่วมกันสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ผ่านทางชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ 1 อำเภอ 1 ชมรมในปี 2554" นายจุรินทร์ กล่าว
 
 2554 "ปีทองแห่งการดูแลช่องปากผู้สูงอายุไทย" ในความรับผิดชอบของ ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย ให้รายละเอียดว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 โดยหน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐทั่วประเทศ รณรงค์จัดบริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุที่สูญเสียฟัน และฝังรากเทียมในกรณีที่ฟันเทียมชิ้นล่างหลวม มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร รวมทั้งสนับสนุนภาคประชาชน โดยชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ จัดกิจกรรมให้สมาชิกชมรมสามารถดูแลสุขภาพช่องปากตนเองอย่างเหมาะสม

  "โครงการเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เพื่อแก้ปัญหาการสูญเสียฟันในกลุ่มผู้สูงอายุ  โดยการจัดบริการทันตสุขภาพโดยภาครัฐเพื่อผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันทั้งปาก บริการใส่ฟันเทียมทั้งปาก 3 หมื่นราย เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการทำรากฟันเทียม 3,000 ราย เพื่อการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุด้านการดูแลสุขภาพช่องปาก การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านการดูแลสุขภาพช่องปากตนเองในชมรมผู้สูงอายุ 18 แห่งทั่วประเทศ จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุด้านการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก 840 ชมรม อีกทั้งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีโดยการจัดมหกรรมการประชุมวิชาการ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
 ผลที่คาดว่าจะได้รับผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้ด้วยตนเอง เข้าถึงบริการทันตสุขภาพจากภาครัฐตามความจำเป็น ทำให้มีฟันใช้เคี้ยวอาหารที่มีประดยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ส่งผลต่อภาวะโภชนาการ รวมทั้งมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น"
 
 เพื่อส่งเสริมการดูแลรักษาช่องปากให้สามารถใช้งานได้นานที่สุด เกิดการพึ่งพาตัวเองแบบยั่งยืน คู่ขนานไปกับการใส่ฟันเทียมให้ผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันในโครงการฟันเทียมพระราชทานมา อีกทั้งเพื่อยกย่อง เชิดชูผู้สูงวัยที่ดูแลช่องปากดี ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ  และมีฟันใช้งานได้ตลอดชีวิต ให้เป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง และให้สังคมได้รับรู้ว่าแม้จะอายุ 80 ปี ก็มีฟันดีได้จริง จึงจัดการประกวด “10 ยอดฟันดี วัย 80 ปี” ขึ้นทุกๆ ปี