ไลฟ์สไตล์

ฝากอุดมศึกษามีส่วนร่วมผลักดันปฎิรูปการศึกษา

ฝากอุดมศึกษามีส่วนร่วมผลักดันปฎิรูปการศึกษา

26 เม.ย. 2554

นักวิชาการ ฝากอุดมศึกษามีส่วนร่วมดันปฎิรูปการศึกษา แนะปรับกระบวนการคิด เชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานมากขึ้น นำผลคะแนนโอเน็ต 3 ช่วงชั้น มาศึกษาวิจัย วิเคราะห์ศักยภาพเด็กไทย วอนปฎิรูประบบแอดมิชชั่นส์ ลดการกวดวิชาอย่าบ้าคลั่ง ขณะที่อุดมศึกษา เน้นคุณภาพ เรียน

 เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) จัดประชุมสัมมนาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยมีศ. พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ  เลขาธิการสกศ. เป็นประธานกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่าอุดุมศึกษา เป็นด่านสุดท้ายในการเตรียมคนรุ่นใหม่เพื่อป้อนเข้าสังคม ซึ่งตอนนี้การเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ไทยก้าวเดินต่อไปต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผผลิตครูที่มีคุณภาพ เพิ่มเติมความรู้ภาษาแก่บัณฑิต  โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้จะมีอุดมศึกษาแห่งใด การันตีได้ว่าบัณฑิตที่จบออกไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เพราะถ้าไม่หลอกตัวเอง ตอนนี้คนระดับปริญญาตรี ที่สามารถสื่อสารได้ดีมีน้อยมาก

 "การปฎิรูปการศึกษา จะไม่สำเร็จ หากทุกคนยังมองว่าเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ สกศ.เพราะถ้าคิดเช่นนั้น ต่อให้มีการปฎิรูปการศึกษากี่ครั้ง ประเทศไทยก็แย่แน่ ดังนั้น การปฎิรูปการศึกษา เป็นเรื่องของทุกคน อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ซึ่งในส่วนของบทบาทมหาวิทยาลัยต้องเข้ามามีส่วนช่วยคิด เชื่อมโยงปฎิรูปการศึกษามากขึ้น เพื่อลูกหลานของประเทศไทย เพราะมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสมอง สติปัญญา เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ"  เลขาธิการสกศ. กล่าว

 ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ กรรมการนโยบายการปฎิรูปการศึกษา(กนป.)ในทศวรรษที่สอง และประธานคณะกรรมการ กนป.ด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  กล่าวว่าบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการผลัดดันการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษาสู่การปฎิบัติอุดมศึกษาต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการปฎิรูปการศึกษาโดยตรง นั่นคือ ปรับปรุงการเรียนการสอน ที่เน้นคุณภาพ เรียนมากขึ้น ป้อนสอนน้อยลง ขณะที่เนื้อหาต้องตรงกับความต้องการในการทำงาน และต้องมีการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้จ้างงาน เป็นรูปแบบการเรียนที่ผสมผสานกับงาน เช่น สหกิจศึกษา ทักษะวิศวกรรม ฯลฯ รวมถึงต้องร่วมพัฒนาสังคม มีการเรียนที่ผสมผสานกันการพัฒนาสังคม เป็นผู้นำในการบูรณาการการปฎิรูปประเทศกับการปฎิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาบัณฑิตให้มีคุณลักษณะ ของพลเมืองดี มีความกว้างทั้งความรู้และจิตใจ ภายใต้การสนับสนุนการปฎิรูปการศึกษา

 "ส่วนการผลิตครูที่ดีที่มีความรู้ดี สอน แนะนำการเรียนได้ดี  ครูเพื่อศิษย์  เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ซึ่งทุกคณะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่มอบหมายให้คณะครุศาสตร์ดำเนินการเพียงอย่างเดียว และควรหากระบวนการเรียนรู้ที่ดี  ติดตามความก้าวหน้าในระดับสากล เพราะการเรียนรู้มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ค้นคว้าแนวทางที่เหมาะสมสำรับสังคมไทย ผลิตสื่อ และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่ดี" ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

 นายชัยณรงค์   อินทรมีทรัพย์   กรรมการกนป. กล่าวว่า  ยืนยันว่าคุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำลงและมีแนวโน้มว่าจะตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยดูได้จากผลคะแนน PISA (Programme for International Student Assessment ) ซึ่งเป็นประเมินระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ ที่สามารถเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนในประเทศมากน้อยแค่ไหน โดยวัดจากทักษะสามด้าน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ที่จัดสอบเด็กที่มีอายุ 15 ปี ในแต่ละประเทศ โดยไม่ได้เอาหลักสูตรที่เรียนมามีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าคะแนนของเด็กไทยตกต่ำมาตลอด แต่ก็ใช่ว่าการศึกษาไทยจะไม่สามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้ เพราะระบบการศึกษา ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่กำลังประสบปัญหา ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีเยี่ยม ยังออกมายอมรับว่าการศึกษาล้มเหลว ต้องกลับไปเริ่มต้นที่การศึกษาพื้นฐานใหม่

 "การศึกษาไทยที่ตกต่ำอยู่ขณะนี้ใช่ว่าจะกลับมาสูงขึ้นไม่ได้  โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือ เช่น ระดับการศึกษาพิ้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา อาจนำผลคะแนนการจัดสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต  ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้อง ของนักเรียนแต่ละช่วงชั้น อย่างระดับชั้นป.6 ม. 3 และม.6 มาศึกษาเป็นงานวิจัย เพื่อดูถึงศักยภาพ คุณภาพของเด็ก  อันนำไปสู่การวิเคราะห์ ภาพรวมของการศึกษาในแต่ละระดับสามารถพัฒนาองค์ความรู้ของเด็กได้มากน้อยขนาดไหน  และใช้ในการวางแผนเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียน " นายชัยณรงค์ กล่าว

 นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า   ส่วนระดับมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เป็นการสอนให้ปัญหา เพราะถึงมหาวิทยาลัยจะเป็นกระบวนการสุดท้าย แต่ครู อาจารย์ ควรเป็นผู้ที่มีฐานความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบ และรู้จักสร้างแรงบันดาลใจแก่นักศึกษา เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก เนื่องจากเด็กไทยมีความสามารถ เพียงแต่ขาดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ

 "การคัดเลือกบัณฑิตเพื่อเข้าทำงานในภาคเอกชน องค์กรธุรกิจนั้น ไม่ได้ดูไอคิว เกรดเฉลี่ย  หรือดูว่าจบจากสถาบันไหน แต่ต้องดูแววความฉลาดความใฝ่รู้ อะไรที่ไม่รู้ควรจะหาความรู้ และอย่าพยายามสอดรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้  โดยต้องมีพื้นฐานในวิชาต่างๆ และต้องทำงานหนัก ทุ่มเท เพราะในการทำงาน ไม่มีอะไรที่จะสบาย แล้วได้เงินเยอะ ยกเว้นงานในระบบราชการ ภาคธุรกิจไม่มีองค์กรการกุศลที่จะได้จ้างคนไม่ทำงานด้วยเงินเดือนสูงๆและไม่มีเกษียณอายุ ดังนั้น คนที่อยู่ในภาคเอกชน ธุรกิจต้องทำงานหาเงินและอย่าบอกว่าไม่เคยทำมาก่อน"นายชัยณรงค์ กล่าว

    นายชัยณรงค์ กล่าวด้วยว่า  ส่วนการพัฒนาคุณภาพภาษาอังกฤษ คุณภาพของครู ด้วยกระบวนการศึกษานั้นต้องเริ่มทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัย จะยกระดับให้สูงขึ้นได้ก็ต้องเริ่มยกระดับจากครู บุลากรของมหาวิทยาลัย

 รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการ กนป. และรองประธานอนุกรรมการกนป. ด้านการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา และเรียนรู้  กล่าวว่าการปฎิรูปการศึกษาครั้งนี้  คือการปฎิรูปกระบวนทัศน์ใหม่ ที่คนในอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนความคิด กระทรวงศึกษาธิการต้องเปลี่ยนบทบาท หน้าที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อผลักดันให้ครู กลับมาทำหน้าที่สอนอยู่ในห้อง ไม่ใช่เตลิดไปทำวิทยาฐานะ ห้องเรียนเป็นแหล่งความรู้ ความสนุกสำหรับเด็กไม่ใช่ห้องเรียนที่น่าเบื่อ 

 "โรงเรียนต้องทำหน้าที่ใหม่ ต้องมีการเรียนการสอนเพียง 70 % และเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรม 30% อีกทั้งควรปฎิรูประบบการคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หรือแอดมิชชั่นส์ ต้องยอมรับว่าชะตากรรมของเด็กม.5-ม.6 เรียนกวดวิชาอย่างบ้าคลั่ง และไม่กวดวิชาก็ไม่ได้ ทำอย่างไรให้เด็กไม่ต้องกวดวิชา เพราะต่อให้โรงเรียนจัดให้เด็กทำกิจกรรม 30 % แต่พอขึ้นม.5-ม.6 การทำความดี เสียสละ โควตาคนดีไม่ได้นำไปใช้ เด็กก็จะไม่ทำกิจกรรม"รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

 รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า  หากรัฐบาลชุดปัจจุบันกลับมาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า ซึ่งได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะสนับสนุนสายวิทยาศาสตร์ ครุศาสตร์ และอาชีวะเป็นหลัก มหาวิทยาลัยต้องดูแนวโน้มในการผลิตบัณฑิตในแต่ละสาขา ควรลดจำนวนนิสิตนักศึกษาสายสังคมศาสตร์ลง แล้วหันมาทำหน้าที่วิจัยมาขึ้น  รวมถึงในการผลิตครู มหาวิทยาลัยต้องประสานกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าต้องการครูวิชาใด  เพื่อที่การผลอตครูจะได้ตรงกับความต้องการ ในการพัฒนาเด็กมากที่สุด ซึ่งการผลิตครู 4+2 อาจมีเพิ่มขึ้น โดยนำบัณฑิตที่จบสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือเทคโนโลยี 4 ปี มาเรียนวิชาชีพครู 2 ปี เพื่อจบออกไปเป็นครู  อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาบัณฑิต รับนักศึกษาในอนาคต มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว จะคิดแต่จะรับเด็ก เป็นหมื่น เป็นพันคน เพื่อสอนให้จบๆ ออกไปสู่สังคม ไปตายเอาดาบหน้า โดยไม่ได้ดูเรื่องของคุณภาพ ไม่ประนีตในการพัฒนาเด็กนั้นคงไม่ได้อีกแล้ว