ไลฟ์สไตล์

“แจ๊ซ 2011”2จุดด้อยแต่ยังน่าใช้

“แจ๊ซ 2011”2จุดด้อยแต่ยังน่าใช้

24 เม.ย. 2554

ตลาดซับคอมแพ็กหรือรถยนต์นั่งขนาดเล็กบ้านเรา แม้ที่ผ่านมาความนิยมของผู้ใช้คนไทยนิยมชมชอบรถในแบบซีดาน แต่เมื่อฮอนด้าตัดสินใจเปิดตลาดรถเล็กแฮทช์แบ็ก 5 ประตูอย่างฮอนด้า แจ๊ซ ตลาดที่เคยผูกขาดกับเก๋งซีดาน 4 ประตูก็เปลี่ยนไป ผู้ใช้มีทางเลือกหลากหลายขึ้น ฮอนด้า

  โดยแจ๊ซโมเดลปัจจุบัน มีอายุการขายเลย 6 ปีแล้ว แต่ ยังขายได้ ดี เป็นรุ่นธงของฮอนด้าในการทำยอด เพราะที่ผ่านมาฮอนด้า ออโตโมบิลพยายามเพิ่มลูกเล่น แต่งหน้าทาปากให้ดูสดใหม่เสมอ ล่าสุดก็เช่นกันฮอนด้าจับแจ๊ซไมเนอร์เชนจ์ใหม่ หรือโมเดลปี 2011  พร้อมกับปรับราคาขึ้นอีก 2 หมื่นบาทในรุ่นต่ำสุด ส่วนรุ่นท็อปเพิ่มขึ้น 1 หมื่นบาทการขยับราคาของแจ๊ซ   เป็นการสร้างช่องว่าง ราคาไว้ให้แก่รถรุ่นน้องอย่าง บริโอ้ มีที่ยืน ในตลาด 

 สำหรับแจ๊ซไมเนอร์เชนจ์รุ่นล่าสุดนี้ มีให้เลือก 4 เกรด ไล่ขึ้นไปตั้งแต่ รุ่น  S เกียร์ธรรมดา ราคา 590,000 บาท, S เกียร์อัตโนมัติ 630,000 บาท, รุ่น V เกียร์ธรรมดา 660,000 บาท และ SV เกียร์อัตโนมัติ 715,000 บาท ในรุ่นใหม่นี้ที่โดดเด่นและฮอนด้าชูเป็นตัวธงในการขายคือ สีส้มบริลเลียนเมทัลลิค (Brilliant Orange) มาพร้อมกับชุดแต่งรอบคัน มีถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS และระบบเบรกเอบีเอส เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ฮอนด้า แจ๊ซ ไมเนอร์เชนจ์มีจำหน่ายทั้งหมด 6 สีคือ ส้มบริลเลียนเมทัลลิก, ฟ้า, ขาว, เงิน, เทา และ ดำ แต่สีส้มเป็นไฮไลท์สำหรับการขาย โดยสิ่งที่มีการรปรับเปลี่ยน กันชนหน้าและหลังดีไซน์ทรงสปอร์ รวมถึงไฟหน้า และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ต ไฟท้ายและไปเบรกดวงที่ 3 แบบ LED พร้อมกับเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานให้ครบครันกว่าเดิม เช่น สัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 จุด ไฟตัดหมอกคู่หน้า ถายในเบาะนั่งสีใหม่ เครื่องเสียงแบบโมดูล พร้อมพอร์ท USB

 รุ่นที่ทดลองขับในครั้งนี้เป็นรุ่นท็อปสุด SV สีส้ม ที่มาแบบพร้อมสรรพไม่ต้องไปเสริมแต่งอะไรอีกแล้ว เพราะมีการแต่งมารอบคัน คั้งแต่กันชนหน้า- หลัง สเกิร์ตข้าง ดีไซน์ แบบสปอร์ต ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว สัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 จุด ไฟตัดหมอก ไฟท้ายและไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้า

ขณะที่ภายในก็ตกแต่งแบบสปอร์ต ออกแบบโดยใช้สีเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นสปอร์ตคือ โทนสีดำและน้ำเงินเข้ม มีที่วางแขนด้านคนขับ ระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมฟังก์ชันเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย รุ่นนี้ราคาจำหน่าย 7.15 แสนบาท ถามว่าแพงหรือไม่ บางคนอาจบอกว่าแพง แต่บางคนก็พอใจกับสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติม ชนิดที่ซื้อมาแล้วก็ไม่ต้องไปแต่งหน้าทาปากอะไรเพิ่มเติม

ส่วนเครื่องยนต์ยังคงเป็น i-VTEC 1.5 ลิตร 120 แรงม้า 6600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 145 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบ/นาที ควบคุมการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (DBW) และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประหยัดน้ำมันด้วยการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

 สมรรถนะการขับขี่อัตราเร่งถือว่าดีพอควร การออกตัวปรู๊ดปร๊าด แม้ขณะคิกดาวน์ กระชากให้เห็น อย่างไรก็ตาม จุดด้อย 2 อย่างที่คงอยู่คือ ความหนึบของช่วงล่างยังไม่เท่าคู่แข่ง และการวิ่งทางไกลเสียงลมปะทะเข้าห้องโดยสารค่อนข้างดัง การเก็บเสียงถนน ยังไม่แตกต่างจากตัวก่อนหน้า คือ ยังมีเสียงได้ยินชัด นั่งด้านหลังได้ยินจนน่ารำคาญ  แต่ข้อเด่นถือว่า ยอดเยี่ยมคือพื้นที่ใช้งาน ทั้ง พื้นที่คนนั่งคนโดยสารและการขนของซึ่งทำได้ดีที่สุดโดดเด่นเหนือกว่ารถอื่นๆ ในรถกลุ่มนี้ทั้งหมด ไม่ว่า เฟียตตร้า มาสด้า 2 และ ยาริส  นอกจากนี้ทัศนวิสัยในการขับขี่ถือว่าดี มุมมองทั้งด้านหน้าและด้านข้างชัดเจน สำหรับฮอนด้า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรถแบบ คันเดียวจบ ตอบโจทย์ทุกอย่างไม่ว่า ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อ อะไหล่ บริการ การขายต่อเดเพียงแต่คนซื้อ ต้องยอมรับข้อด้อย2 จุดที่บอกไว้ให้ได้เท่านั้น