
ญี่ปุ่นขอทานตะวันไทยปลูกดูดซับรังสี
นักวิจัยญี่ปุ่นขอความร่วมมือไทย ส่งเมล็ดทานตะวันไปปลูกดูดซับรังสีซีเซียมในดินที่ฟูกูชิมะ ด้านแพทย์ไทยจะถึงญี่ปุ่นต้นเดือนหน้าช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเครียด
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ยูมิอูริ รายงานเมื่อวันที่ 23 เมษายน ว่า นักวิจัยญี่ปุ่นที่ศึกษาเรื่องการเพาะปลูกในอวกาศ เชื่อว่าต้นทานตะวันจะช่วยขจัดกัมมันตรังสีซีเซียมจากดินปนเปื้อนรอบๆ โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ ใน จ.ฟูกูชิมะ ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้ได้ และกำลังวางแผนทำโครงการปลูกต้นทานตะวันจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเริ่มในปีนี้
ทีมนักวิจัยภายใต้การนำของ ศ.มาซามิจิ ยามาชิตะ แห่งสำนักงานสำรวจอวกาศญี่ปุ่น ได้เชิญชวนประชาชนช่วยกันปลูกทานตะวันในพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้า และหวังด้วยว่าทานตะวันจะกลายเป็นสัญลักษณ์การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินิวเคลียร์
หลังจากวินาศภัยนิวเคลียร์เชอร์โนบิลในปี 2529 ทานตะวันและเรป ซีด ซึ่งเป็นพืชเมล็ดที่ให้น้ำมัน ถูกนำไปใช้ลดรังสีปนเปื้อนในดินในประเทศยูเครน ทั้งนี้ ธาตุกัมมันตรังสีซีเซียมคล้ายกับคาเลียม ซึ่งใช้ในปุ๋ย หากดินไม่มีคาเลียม ทานตะวันจะดูดซับซีเซียมแทน
ตามแผนการนี้ หลังจากดอกร่วงและหมดอายุ นักวิจัยจะใช้แบคทีเรียย่อยสลายต้นทานตะวัน กระบวนการย่อยสลายจะลดต้นทานตะวันลงเหลือเพียง 1% ของปริมาณก่อนหน้า อันจะช่วยลดกากกัมมันตรังสีที่จะต้องขจัดต่อไป
ทีมนักวิจัยได้รวบรวมเมล็ดทานตะวันเพื่อการนี้ได้แล้วประมาณ 300 กิโลกรัม และได้ขอความร่วมมือมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดทานตะวันรายใหญ่รายหนึ่งของโลก พร้อมกันนี้มีแผนจะเชิญชวนโรงเรียนมัธยมทั้งในบริเวณและใกล้รัศมี 30 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ร่วมกันปลูกต้นทานตะวันในรั้วโรงเรียน โดยปัจจุบันโรงเรียนเกษตรมัธยมปลายฮิราสึกะ ใน จ.คานากาวะ ได้ตกลงร่วมโครงการแล้ว
อย่างไรก็ตาม ศ.ยามาชิตะ กล่าวว่า ทีมงานยังอยู่ในขั้นวางแผนด้านสถานที่สำหรับกระบวนการย่อยสลายและรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ และหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการนี้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้านบรรษัทกระจายเสียงของญี่ปุ่น (เอ็นเอชเค) รายงานว่า คณะแพทย์จากไทยและจอร์แดนจะร่วมมือกับคณะแพทย์ญี่ปุ่นใน จ.ฟูกูชิมะ เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพที่ป่วยเป็นอีโคโนมีคลาส ซินโดรม หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการนั่งเป็นเวลานานและความเครียดสะสม
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฟูกูชิมะแถลงว่า คณะแพทย์จากจอร์แดน 4 คน ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือดและเจ้าหน้าที่อัลตราซาวนด์จะเดินทางถึง จ.ฟูกูชิมะ ในวันจันทร์ และจะอยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อตรวจคนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพขา เพราะอยู่ในค่ายอพยพชั่วคราว ซึ่งมีบริเวณจำกัดเป็นเวลานาน ขณะที่คณะแพทย์จากไทยจะเดินทางถึงญี่ปุ่นในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ และมีภารกิจรักษาสุขภาพเด็กในค่ายผู้ประสบภัยเป็นเวลา 2 สัปดาห์
เหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา และอุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้จำนวนผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแพทย์ตามมา หลายประเทศทั่วโลกเสนอส่งแพทย์ไปช่วยเหลือญี่ปุ่น แต่นับจนถึงขณะนี้มีเพียงเมืองมินามิ ซันริขุ จ.มิยางิ เท่านั้น ที่ยอมรับความช่วยเหลือจากอิสราเอล อันเนื่องมาจากอุปสรรคด้านภาษาและความแตกต่างด้านวัฒนธรรม
ด้านความคืบหน้าของสถานการณ์โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรม (ไนซา) แสดงความวิตกเกี่ยวกับความแข็งแรงด้านโครงสร้างของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 โดยเกรงว่าการฉีดพ่นน้ำเพื่อหล่อเย็นที่ยังดำเนินต่อเนื่องอาจทำให้ถังคลุมเตาปฏิกรณ์ต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้น้อยลง เพราะปริมาณน้ำสะสมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เทปโกยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่ฉีดเข้าไปจะไม่กระทบต่อโครงสร้าง
เอ็นเอเชเค รายงานว่า มีการฉีดน้ำหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 ซึ่งเป็นเตาที่แท่งเชื้อเพลิงได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด จำนวน 6 ตันต่อชั่วโมง จึงอาจจะจำเป็นต้องตรวจสอบว่า ฐานแรงดันของเตาปฏิกรณ์สามารถรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นมาไหวหรือไม่



