ไลฟ์สไตล์

“ตึกแถวไม่บานสายพันธุ์ใหม่”

“ตึกแถวไม่บานสายพันธุ์ใหม่”

23 เม.ย. 2554

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “บ้านไม่บาน” คงเบิกบานกันไปทั่วถ้วนหน้า รวมทั้งตัวผมเองครับ ที่ได้มีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ไปรดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าปีนี้บรรยากาศจะดูกร่อยๆ ไปบ้าง

 เพราะทุกปีผมจะไปขอพรทั้ง “คุณพ่อ” และ “คุณแม่” ที่ท่านแก่ชรามากแล้ว แต่ปีนี้มีโอกาสรดน้ำขอพรแค่ “คุณพ่อ” แต่ก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ “คุณแม่” ที่ได้ละสังขารเดินทางก้าวล่วงไปแล้วหนึ่งก้าว ในภาพรวมก็ถือว่าเป็นวิถีชีวิตที่งดงามเป็นอย่างยิ่งครับ  

 ผมเคยพูดเสมอครับว่า “บ้าน” ของบรรดาชาว “คนรักบ้าน” พึงต้องทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการ โดยไม่ขาดตกบกพร่อง หน้าที่ประการแรก คือ ต้องทำหน้าที่เก็บอดีต ซึ่ง “บ้าน” ของผมนั้นล้วนเต็มไปด้วยอดีตที่แสนจะมีชีวิตชีวา แค่เพียงหลับตาก็เห็นภาพคืนวันอันแสนสุข ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถย้อนอดีตคืนกลับมาได้ แต่พอนึกถึงขึ้นมาทีไรก็มีความสุขเต็มล้นอยู่ในใจจนบอกไม่ถูก การที่ “บ้าน” ต้องทำหน้าที่เก็บอดีตนี้แหละครับ ทำให้ “คนรักบ้าน” พันธุ์แท้อยากกลับ “บ้าน” ถึงจะยากดีมีจนอย่างไร จะเป็น “บ้าน” หลังเล็กหรือหลังใหญ่ ก็ล้วนแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แสนจะประทับใจ ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว “คนรักบ้าน” ต้องกลับ “บ้าน” กลับสู่ “ผืนดินที่ฝังรก”
 
 หน้าที่ประการที่สองของ “บ้าน” คือ จะต้องทำหน้าที่รองรับกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมทั้งการประกอบ “สัมมาอาชีวะ” ตลอดจนการทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม” ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่นั้นไปมิให้ขาดตกบกพร่อง เช่น บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเช่น “ปู่-ย่า” ก็ทำหน้าที่ของท่าน ดูแลให้ความรักเป็นหลักให้แก่บ้าน ส่วน “พ่อ-แม่” ก็ทำหน้าที่ประกอบสัมมาอาชีวะหาเลี้ยงชีพตาม “ครรลองคลองธรรม” ส่วน “ลูก-หลาน” ก็ต้องทำหน้าที่เด็กที่ดี ตั้งใจศึกษาหาความรู้และเชื่อฟัง “ปู่-ย่า”, “พ่อ-แม่” ต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น

 จะเห็นได้ชัดเจนครับว่า บ้านที่คนในบ้านจะใช้ชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุขจะประกอบไปด้วยคน 3 วัย ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มีการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทัศนคติทางความคิดและวิถีในการดำเนินชีวิตซึ่งกันและกัน ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จนกลายเป็นวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ส่งผ่านกันรุ่นแล้วรุ่นเล่าไปหลายช่วงอายุคน และหน้าที่ประการสุดท้ายของ “บ้าน” คือ เป็นพื้นฐานของบรรดาสมาชิกภายในบ้านที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคตครับ

 ดังนั้น “บ้าน” ในทัศนคติของผมสามารถจัดได้ว่าเป็น “สถาบัน” หลักของสังคม เพราะผมเชื่อเสมอครับว่า “บ้าน”  ถึงแม้ว่าจะเป็น “หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม” แต่ก็เป็น “หน่วยที่สำคัญที่สุด”  เพราะสังคมจะ “อยู่เย็นเป็นสุข” ได้อย่างไร ถ้า “บ้าน” ตกอยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง ดังที่คนโบราณเรียกว่า “บ้านแตกสาแหรกขาด” ก็ยังไม่สายจนเกินแก้นะครับที่สังคมไทยจะหันกลับมาอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา “ของดี มีอยู่” ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญทั้ง 3 ประการใน “บ้าน” เพราะจะมีประโยชน์อะไรละครับที่สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า มุ่งไปสู่ความทันสมัย ไขว่คว้าตะกายดาว แข่งขันกันสร้างของแปลกพิสดาร เพียงเพื่อให้คนนอก “บ้าน” มองว่าเป็นสังคมที่ทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ แต่ในขณะที่ “สถาบัน” ครอบครัว โดยเฉพาะ “บ้าน” แสนรักถูกทำลายพินาศย่อยยับไปแทบจะหมดสิ้น

 ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน “บ้าน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดเหลือเพียงแต่บุพการีที่แก่ชรารอเวลาละสังขาร รอลูกหลานจะมาเยี่ยมเพียงปีละครั้งบ้าง สองครั้งบ้าง ช่างน่าเศร้าใจครับที่บรรดาลูกหลานที่เป็นคนรุ่นใหม่ต่างพากันหลงใหลได้ปลื้มไปกับความทันสมัยและแนวคิดในเชิง “วัตถุนิยม” ที่มาพร้อมกับลัทธิ “บริโภคนิยม” และสังคม “แดกด่วน” ที่เข้ามาครอบงำและล้างสมองลูกหลานชาว “คนรักบ้าน” ไปอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ทำลาย “สถาบัน” หลักของสังคมคือ “บ้าน” ที่ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการ ผมก็ขอปวารณาตัวว่า จะเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมให้ “บ้าน” ของผมสูญเสียหน้าที่สำคัญทั้ง 3 ประการนี้

 สำหรับในสัปดาห์นี้หลังจากได้กลับไปชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม ก็กลับมา “กรุงเทพฯ” ด้วยจิตใจที่เบิกบานเหมือนกับทุกครั้งที่ได้กลับ “บ้าน” ผมจึงขอนำเสนอรูปแบบ “บ้านไม่บาน” ที่ผมเชื่อว่าจะสามารถทำหน้าที่ทั้ง 3 อย่างครบถ้วน ที่ในอดีตเคยมี “บ้าน” ในลักษณะนี้อยู่ในชุมชนต่างๆ เต็มไปหมด ซึ่งเรามักจะเรียกว่า “ตึกแถว” หรือ “เรือนแถว” ที่มักจะสร้างด้วยไม้เพราะในยุคนั้นไม้ยังมีราคาถูก ต่อมาก็พัฒนารูปแบบขึ้นเป็นครึ่งตึกครึ่งไม้ และสุดท้ายก็ปรับเป็นโครงสร้าง ค.ส.ล. จะว่ากันไปแล้ว “บ้าน” ในลักษณะ “ตึกแถว” เป็นที่นิยมมากครับ เพราะทำหน้าที่อเนกประสงค์จริงๆ โดยปกติแล้วบริเวณชั้นล่างก็เอาไว้ค้าขาย ส่วนบริเวณชั้นสองเอาไว้เป็นที่เก็บบรรดาสินค้าและสัมภาระต่างๆ และบริเวณชั้นสามขึ้นไป ก็เป็นที่พักอาศัย  

 นอกจากนั้น “ตึกแถว” ส่วนใหญ่มักจะประกอบไปด้วยคน 3 รุ่นอยู่รวมกันเสมอ จึงเป็น “บ้าน” ที่มีความอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคน “ไทยเชื้อสายจีน” ชอบอยู่ “ตึกแถว” กันมากครับ อีกทั้งยังเป็น “บ้าน” ที่ลูกหลาน “สายพันธุ์มังกร” ก็ได้เรียนรู้กลเม็ดเคล็ดลับในการทำการค้าตั้งแต่อายุยังน้อยก็จาก “ตึกแถว” นี่แหละครับ เพราะมีโอกาสได้เห็นก๋ง, เห็นเตี่ย, เห็นอาเฮีย, เห็นอาม่า  ฯลฯ เจรจาต่อรองทางการค้าก็ซึมซับเข้ามาทุกๆ วัน ยิ่งกว่าไปเรียนปริญญาตรี, ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ทางบริหารธุรกิจจากที่ไหนก็สู้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย “ตึกแถว” ไม่ได้ 

 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบรรดาเจ้าสัวที่ร่ำรวยกันล้นฟ้านับหมื่นล้าน แสนล้าน ต่างก็ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัย “ตึกแถว” กันทั้งนั้นแหละครับ ภายใต้การเพาะบ่มจากคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าถ้าผ่านกระบวนการเคี่ยวจนขนาดนี้ถึงไม่เก่งก็ต้องเก่งแหละครับ ในทัศนคติของผมอยากจะฟื้นฟู “บ้านไม่บาน” สำหรับคนเมืองในรูปแบบ “ตึกแถว” ขึ้นมาใหม่ ที่มีรูปลักษณ์ใหม่ สามารถตอบโจทย์ในรูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบัน ที่สังคมสมัยใหม่ได้ก้าวไปข้างหน้ามากแล้ว ก็เป็นเรื่องท้าทายครับที่จะทำให้ “บ้าน” ยังคงเป็น “สถาบัน” ที่คน 3 วัยได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน มีความทรงจำในอดีตที่งดงามร่วมกัน ใช้ชีวิตในปัจจุบันร่วมกัน และจับมือประคองกันก้าวไปข้างหน้า ยิ่งได้มีโอกาสคิดในมุมมองนี้อาจจะถึงเวลาแล้วครับ ที่คนไทยจะต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ใน “ตึกแถวไม่บานสายพันธุ์ใหม่” กันใหม่อีกครั้งครับ

  สัปดาห์นี้พื้นที่หมดไว้ต่อในสัปดาห์หน้า มาดูรายละเอียดของ “ตึกแถวไม่บานสายพันธุ์ใหม่”   ที่อาจจะมีชื่อเรียกใหม่ดูทันสมัย เช่น โฮมออฟฟิศ, โฮมทาวน์ ฯลฯ แต่อย่างไรในสายตาผมก็คือ “ตึกแถว” นั่นแหละครับ ซึ่งเป็นรูปแบบของที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง  อีกทั้งยังเป็นที่มาของรายได้ที่จะมาเจือจุนครอบครัว ไว้ต่อในสัปดาห์หน้าครับ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ของชาวคนรักบ้าน www.homeloverthai.com แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ