
รพ.เสลภูมิ-ทุ่งเขาหลวงจ.ร้อยเอ็ดสร้างคนไทยปลอด"วัณโรค"
"วัณโรคกลับมามีปัญหาใหม่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ความยากจน การอพยพย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เขตเมืองทำให้เกิดความแออัดและแรงงานข้ามชาติ
จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปี 2552 ประมาณการว่าประเทศไทยจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ทุกประเภทปีละ 92,300 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 44,400 รายเป็นผู้ป่วยเสมหะพบเชื้อและเสียชีวิตปีละ 1.2 หมื่นราย" นพ.อาจินต์ ชลพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กล่าว
ปี 2553 จึงเกิดโครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค รณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้เกี่ยวกับวัณโรคมากขึ้น มีความตื่นตัวที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยวัณโรค
เพื่อให้การดูแลวัณโรคเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงตั้งรางวัล TB-Free Excellence Award ขึ้น โดยการสนับสนุนจากบริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด ส่งเสริมให้แพทย์และทีมงานมีกำลังใจและเห็นความสำคัญในการพัฒนาการบริการแก่ผู้ป่วยวัณโรคแบบสหสาขาวิชา ทั้งในด้านการรักษา การให้คำปรึกษา ตลอดจนการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในการปฏิบัติตนและดูแลรักษาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เครือวัลย์ ดิษเจริญ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลเสลภูมิ-ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด ได้รับรางวัลผลงานดีเด่นลำดับที่ 1 TB-Free Excellence Award เล่าว่า โรงพยาบาลเสลภูมิ-ทุ่งเขาหลวง ส่งผลงานเข้าประกวดในโครงการรณรงค์ประเทศไทยปลอดวัณโรค เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญของโรควัณโรค เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ
ผู้ป่วยวัณโรคที่ควบคุมโรคไม่ดีได้รับการรักษาไม่ครบสูตร การรักษาจะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา อาทิ เชื้อดื้อยา และมีการแพร่กระจายของโรค ทำให้การควบคุมปัญหาวัณโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่โรงพยาบาลมีแนวทางในการจัดการกับปัญหาวัณโรค โดยจัดทำระบบสูตรระยะสั้น 6 เดือน แบบมีพี่เลี้ยงติดตามดูแล (DOT) คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรควัณโรคทุกคนจะต้องได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานที่โรงพยาบาลตั้งเป้าไว้
โรงพยาบาลจะทำงานร่วมกับสถานีอนามัยกว่า 30 แห่ง 2 อำเภอ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อมส.) และคนในครอบครัวของผู้ป่วยเอง โดยมีกระบวนการทำงานแบบพี่เลี้ยงลงพื้นที่ติดตามดูพฤติกรรมการทานยาของผู้ป่วยทุกวัน ในช่วงเวลา 6 เดือน ซึ่งวิธีดังกล่าวช่วยลดอัตราผู้ป่วยวัณโรคในทุกๆ ปี ปี 2551 ร้อยละ 87 ปี 2553 ร้อยละ 87 ล่าสุด ปี 2554 ร้อยละ 94 จากเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าไว้คือ 85 เปอร์เซ็นต์
"โรงพยาบาลของเราทำงานด้านการรักษาวัณโรคมานานกว่า 10 ปี อุทิศตนเพื่อสังคมมาโดยตลอด คิดเพียงว่าขอให้ผู้ป่วยที่เดินเข้ามาหาเรา ได้รับการรักษาอย่างมีคุณภาพ และดีที่สุด ไม่ใช่แค่ให้ยาแล้วจบ แต่ที่นี่จะรักษาอาการจนกว่าจะหายเป็นปกติ สามารถเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยหน้าตาสดใส ปลอดโรคภัย แค่นี้ชีวิตการเป็นพยาบาลก็ที่สุดแล้ว" พยาบาลวิชาชีพชำนาญการกล่าว
เช่นเดียวกับ นรุตม์ เมืองศิริ เภสัชกร และ ทรงสุดา ดอนสนธิ์ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระยอง จ.ระยอง ที่ได้รับรางวัลผลงานดีเด่นลำดับที่ 2 เล่าว่า โครงการดังกล่าวเหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้ทำงานเพื่อสังคม และยังเป็นเวทีให้เหล่าบุคลากรทางการแพทย์มาแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ารทำงานของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ได้แนวคิดในการนำข้อบกพร่องของหน่วยงานตนเองไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น แต่ท้ายสุดแล้วทุกอย่างล้วงอยู่ภาตใต้ความคิดที่ว่า ต้องดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนให้เป็นคนจริงๆ
จ.ระยองเป็นเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งมีกลุ่มแรงงาน และแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก โอกาสในการติดเชื้อจึงมีมากกว่าเดิม โรงพยาบาลเล็งเห็นความสำคัญสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรค เพราะปัจจุบันผู้ป่วยวัณโรคมักจะขาดโอกาสทางการรักษา การเข้ารับการรักษาแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเข้าระบบนานกว่าปกติ หากผู้ป่วยหยุดจากระบบไป อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลต้องยืดหยุ่นให้ผู้ป่วยมากที่สุด โดยการตั้งอาคารและระบบเฉพาะของวัณโรค เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วย
"ปัญหาที่เราพบร่วมกันคือ บุคลากรทุกหน่วยงานทำงานหนักและเหนื่อยมาก แต่ด้วยที่ว่าได้ฟังประสบการณ์ของหน่วยงานอื่นๆ ได้ถ่ายทอดให้ฟัง ยิ่งทำงานหนักกว่าเราเขายังทำได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน ขอเพียงแค่อย่าท้อในหน้าที่ หากเราท้อนั่นหมายถึงผู้ป่วยจะต้องไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแน่นอน" เภสัชกรกล่าวทิ้งท้าย
0 ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ 0



