ไลฟ์สไตล์

ทางออกสับปะรดสู่ตลาดโลกยั่งยืน 
ต้องเน้น"คุณภาพ"มากกว่าปริมาณ

ทางออกสับปะรดสู่ตลาดโลกยั่งยืน ต้องเน้น"คุณภาพ"มากกว่าปริมาณ

21 เม.ย. 2554

กว่า 40 ปีที่สับปะรดไทยได้รับการพัฒนาจนสามารถส่งออกได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก ทำรายได้ให้แก่ประเทศปีละมากกว่าสองหมื่นล้านบาท และกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศมากถึง 38,501 ครัวเรือน แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานภาพปัจจุบันทำให้เกิดภาพที่น่ากังวลเกี่ยวกับอนาค

 การสัมมนา “ประเทศไทยจะเป็นผู้นำส่งออกสับปะรดโลกต่อไปได้อย่างไร” จัดโดยมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับวารสารเคหการเกษตร ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เร็วๆ นี้ โดย ศ.ดร.กำพล อดุลวิทย์  ประธานมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดสัมมนาตอนหนึ่งว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เกษตรกรและผู้ประกอบการทางด้านอุตสาหกรรมสับปะรดไทย ได้มองเห็นถึงความสำคัญของสับปะรดไทย แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตสับปะรดอุตสาหกรรมแปรรูปกระป๋องส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่อาจจะเป็นไปในเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณค่า ดังนั้น สถานะของสับปะรดไทยกำลังตกอยู่ในสภาพอ่อนแอและอ่อนไหวอย่างรุนแรง สมควรที่จะได้กระตุ้นให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาคชาวไร่ นักวิชาการ โรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้สนใจในการบริโภค ได้ตระหนักและหาทางหันหน้าเข้าหากันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสับปะรดไทยที่มีมูลค่ามากกว่า  2 แสนล้านบาทต่อปีของไทยให้ยั่งยืนยาวนานต่อไป  

 "ประเด็นที่น่าห่วงเกี่ยวกับสับปะรดไทย ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ราคาสับปะรดโดยเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้น จนเป็นที่พอใจของชาวไร่สับปะรด แต่พื้นที่การปลูกเริ่มมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมียางพาราและปาล์มน้ำมันที่เป็นพืชอุตสาหกรรมอายุยืนยาวเข้ามาเป็นทางเลือก ดังนั้นในเขตการปลูกสับปะรดหลักเดิมของทั้งภาคตะวันตกและตะวันออกจะมีทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมันแทรกตัวอยู่ทั่วไป"

 ศ.ดร.กำพล กล่าวอีกว่า การให้ความสนใจจากภาครัฐ แม้สับปะรดจะเป็นพืชที่มีปัญหาน้อยและสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศที่เป็นกอบเป็นกำระดับมากกว่าหมื่นล้านมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อเทียบกับการให้ความสนใจทั้งงบประมาณในการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากภาครัฐแล้วยังถือว่าน้อยมาก และเป็นเพียงพืชเล็กๆ อยู่ในสถาบันวิจัยพืชสวนของกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น แม้ปัจจุบันจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการสับปะรดขึ้นมา และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติยุทธศาสตร์ไปแล้ว แต่ไม่มีงบประมาณเฉพาะในการดำเนินการ

 ประธานมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยอมรับด้วยว่า การที่สามารถผลิตสับปะรดและแปรรูปส่งออกได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันมาได้อย่างยาวนานนั้น ประเด็นสำคัญก็คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากเชิงปริมาณสู่เชิงคุณภาพมากขึ้น โดยเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่จากที่เฉลี่ย 3 ตันเศษต่อไร่ให้เป็น 6-7 ตันต่อไร่ ซึ่งมีโมเดลตัวอย่างการจัดการของชาวไร่สับปะรดที่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้วในขณะนี้

 นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสายพันธุ์ โดยใช้ทั้งยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไป ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการผลิตและบริโภคสับปะรดคุณภาพอย่างกว้างขวาง จะช่วยเพิ่มมูลค่าทั้งชาวไร่และวงจรธุรกิจตลอดสายโซ่อุปทานได้อย่างดี ทั้งนี้เพื่อยกระดับการผลิตสับปะรดไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และเป็นหนึ่งได้อย่างยั่งยืนต่อไป สนใจทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือวารสารเคหการเกษตร โทร.0-2579-9414 ,www.kehakaset.com