
แนวทางเอาชนะเพลี้ยแป้งในไร่มันฯภารกิจนี้ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม
แม้ นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะยืนยันว่า ผลจากการแก้ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในไร่มันสำปะหลังของเกษตรกรในรูปแบบ "สีคิ้วโมเดล" ที่ดึงเกษตรกรเข้ามาปฏิบัติงานด้วยตนเองในแปลงเรียนรู้ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ตั้งที่ อ.สีคิ้ว จ.นครร
ดึงเกษตรกรอีก 12 ราย จาก 12 ตำบลใน อ.สีคิ้ว จนสามารถยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตกรจากจำนวน 4 ตัน/ไร่ เป็น 5 ตัน/ไร่แล้วก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากมองภาพในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาการระบาดของเพลี้ยในไร่มันสำปะหลังในขณะนี้ยังขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในไร่มันสำปะหลัง ถือว่าเป็นมหันตภัยร้ายแรง ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร หากดูข้อมูลในปี 2553 พบว่ามีการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังในพื้นที่ถึง 45 จังหวัด ในพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตลดลงคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
สาเหตุการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลังนั้น มาจากการนำท่อนพันธุ์มาจากแหล่งที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง เมื่อนำไปปลูกจึงทำให้มีการระบาดไปเรื่อยๆ นอกจากนี้โดยทั่วไปเกษตรกรไม่มีการตรวจแปลงมันสำปะหลังทำให้ไม่ทราบเมื่อมีการระบาดของเพลี้ยแป้งเกิดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างกระแสการให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญของปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของรัฐทั้งกรมวิชการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรพยายามอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าแค่บรรเทาเท่านั้น ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการ “ภารกิจ พิชิตเพลี้ยแป้ง” ในงาน "วันถ่ายทอดเทคโนโลยีแปลงต้นแบบการผลิตมันสำปะหลัง" ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
นายจิรากรกล่าวในระหว่างการเป็นประธานเปิดงานว่า จ.นครราชสีมา เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 1.9 ล้านไร่ ครอบคลุมทั้ง 32 อำเภอ มีสภาพแวดล้อมการผลิตที่หลากหลาย ส่งผลทำให้ศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่จะสามารถช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่สูงขึ้นและลดต้นทุนการผลิตได้
ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อร่วมมือเชื่อมโยงแบบบูรณาการในการทำงานทั้งในด้านการสร้างการเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการเกษตร การถ่ายทอดความรู้ และการแก้ปัญหาด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกร รวมถึงการดำเนินงานตามโครงการต้นแบบนำเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังให้เครือข่ายเกษตรกร และโครงการนำร่อง บูรณาการเขตเกษตรเศรษฐกิจเพื่ออาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม เพื่อนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต การป้องกันกำจัดโรค แมลงศัตรูพืช ตลอดจนการผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ที่มีคุณภาพของกรมวิชาการเกษตรไปยังเกษตรกรต่อไป
ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการเกษตรเอง จัดงบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดการเพลี้ยแป้ง ปี 2554 โดย นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า จากการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร กระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้สนับสนุนงบเพื่อดำเนินกิจกรรมโครงการต่างๆ ทำให้แนวโน้นการระบาดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังลดลง และเพื่อความต่อเนื่องในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานในโครงการนี้ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก
การดำเนินการนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร มีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ประกอบกิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.รณรงค์ให้แช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ก่อนปลูก ซึ่งเกษตรกรจะปลูกช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน 2554 เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้ง 2.ควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังโดยสนับสนุนแมลงศัตรูธรรมชาติ 2 ชนิด คือ แมลงปีกใส และแตนเบียน รวม 37.70 ล้านตัว 3.จัดตั้งและดำเนินการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน โดยมีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนใหม่จำนวน 377 ศูนย์ เพื่อขยายพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูก และ 4.เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกษตรกรได้รับความรู้และตื่นตัวในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
ปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลัง นับเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังมานานที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรหันหน้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะมันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคต เพราะนอกจากจะเป็นพืชเพื่อผลิตอาหารสัตว์ยังเป็นพืชพลังงานอีกด้วย
วิธีปลูกมันสำปะหลังให้เพิ่มมูลค่า
ด้าน นายจีระศักดิ์ ประทุมศรี หนึ่งในเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกมันสำปะหลัง และได้แนะแนววิธีการ "ในการปลูกมันสำปะหลังอย่างไรให้เพิ่มมูลค่า" ว่า ต้นแบบของการปลูกมันสำปะหลัง เพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยแป้งควรหลีกเลี่ยงการปลูกในฤดูแล้ง และให้หันมาปลูกมันสำปะหลังในช่วงฤดูฝน เพื่อลดปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งดังกล่าวจากนั้นให้ปรับปรุงบำรุงดิน และจัดการระบบน้ำเพื่อให้สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ตลอดทั้งปี สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกและอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
นายจีระศักดิ์กล่าวว่า เริ่มปลูกมันสำปะหลังร่วมกับครอบครัว มีประสบการณ์ปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 30 ปี หลังจากนั้นได้แยกตัวมาทำเองในพื้นที่ 8 ไร่ และนำท่อนพันธุ์ที่ได้ขยายพื้นที่ปลูกเป็น 20 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 200 ไร่ จนกระทั่งประสบปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู จึงได้เข้าร่วมเป็นเกษตรกรแปลงต้นแบบของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา
เทคโนโลยีแปลงต้นแบบ เป็นการจัดการดินโดยปลูกข้าวโพดสลับมันสำปะหลังเพื่อใช้เศษซากข้าวโพดในการปรับปรุงบำรุงดิน ไถเตรียมแปลง 2 ครั้ง แล้วยกร่องพร้อมใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20-30 กก./ไร่ แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก
การปลูกให้เว้นระหว่างแถว 110 ซม. ระยะระหว่างต้น 60-70 ซม. เมื่อมันสำปะหลังอายุ 2-3 เดือน กำจัดวัชพืชครั้งแรกอายุ 1-2 เดือน โดยใช้รถแถกพนมและแรงงานคน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 สูตร 14-3-7 อัตรา 25 กก./ไร่ โดยการหว่านแล้วไถกลบ และใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เมื่ออายุ 8-10 เดือน กำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมี แล้วจะเก็บเกี่ยวอายุ 11-12 เดือน ให้ผลผลิต 4 ตัน/ไร่ หากเก็บเกี่ยวอายุ 14 เดือน ให้ผลผลิต 6-7 ตันต่อไร่
เกษตรกรที่สนใจสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โทร.0-4432-5048 ในวันและเวลาราชการ
จุไรรัตน์ เกิ้อหนุน



