
รักแท้คือกรุณา (๑๑) ปรารถนาให้ทุกชีวิตเป็นสุข
เราเคยสังเกตมั้ยว่า พระประธาน ทุกองค์ แม้กระทั่งองค์ที่อยู่เบื้องขวาของอาตมาภาพ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินชาติไหนปั้น จะยิ้มน้อยๆ ที่ริมพระโอษฐ์ทุกองค์ ไม่มีพระพุทธรูปองค์ไหน อยู่ในอิริยาบถทรงหน้าบึ้ง
นั่นเป็นสัญญาณสะท้อนว่า ผู้ที่มาถึง ความรักที่แท้ เป็นผู้ที่มีความสุข และเป็นสุขที่ถึงที่สุดแห่งความสุข
เมื่อถึงที่สุดแห่งความสุขแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องไปแสวงหาความสุขจากวัตถุทั้งหลายบรรดามี แต่ภายนอก
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ของเรา ที่ท่านปฏิบัติธรรมไปจนกระทั่งในจิตในใจได้ค้นพบความสุขที่ประณีตถึงที่สุดแล้ว จึงพูดตรงกันว่า ลำพังการเป็นพระธรรมดาๆ ก็ประเสริฐ และงดงาม ไม่จำเป็นจะต้องหายศ หาขุนนางพระมาประกอบ เพื่อให้ดูดีมีศักดิ์ต่อไป
ทำไมไม่จำเป็น ก็เพราะข้างในนั้นเต็มอยู่แล้วด้วยความสุข คนที่ยังแสวงหาความสุขที่เกิดจากลาภยศ สรรเสริญ แม้กระทั่งปัจจัย ๔ ทั้งปวง เป็นสิ่งที่สะท้อนอยู่ในทีว่า ลึกๆ ข้างในของเขายังไม่พบความสุขที่แท้
เพราะฉะนั้น การปฏิสัมพันธ์ต่อวัตถุทั้งหลาย เป็นกระจกเงาสะท้อนผลของการฝึกจิต
นั่นคือ ถ้าจิตมาถึงความสุขที่แท้ การแสวงหาความสุขจากวัตถุจะลดลงโดยอัตโนมัติ
พระพุทธองค์เองทรงมีความสุขอย่างที่สุดแล้ว วันเวลาของพระองค์จึงไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาอะไรก็ตาม เพื่อทำให้ตนเองมีความสุข
วันเวลาทั้งหมดถูกใช้ไปด้วยแรงจูงใจที่ว่า "รักแท้คือกรุณา" ปรารถนาเห็นสรรพชีพ สรรพสัตว์ทั้งโลกที่ลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ เข้าถึงความสุขเหมือนกันกับพระองค์ ด้วยหัวใจดวงนี้ ทำให้พระองค์เดินทางตลอดเวลา
พระพุทธองค์ตื่นบรรทมราวๆ ตีสามครึ่ง จากนั้นทรงแผ่ข่ายพระญาณออกไปทั่วทั้งโลก ดาวเทียมทั้งหลายมาทีหลัง สู้ข่าย คือ พระญาณของพระองค์นั้นไม่ได้
พระญาณของพระองค์ เรียกว่า อนาวรณญาณ แปลว่า ญาณที่ไม่มีสิ่งใดจะปิดกั้น อำพรางได้ ถ้าทรงประสงค์จะทอดพระเนตรเห็นสิ่งใดแล้ว เห็น ทรงทอดพระเนตรดูสรรพสัตว์ทั่วทั้งโลก ดูว่ามีเวไนยสัตว์คนไหนที่มีบารมีพอที่จะรับธรรมจากพระองค์
จากนั้น เมื่อทรงค้นพบกลุ่มเป้าหมาย ทรงกำหนดวิธีการที่จะเทศน์ ที่จะสอนให้ถูกกับจริต อัธยาศัยของสัตว์นั้น แล้ว พอสาย ๆ พระองค์ก็จะทรงบาตร เสด็จพุทธดำเนินไปยังกลุ่มเป้าหมาย เมื่อโปรดเสร็จแล้ว ตอนบ่ายแก่ๆ จะโปรดให้ประชาชนจากทั่วสารทิศ มาเฝ้ารับรสพระธรรม
พอพุทธบริษัทญาติโยมกลับแล้ว หัวค่ำ ทรงเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง มารายงานผลการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บางครั้งก็มาเป็นกลุ่ม บางครั้งก็มาเป็นรายบุคคล
ประมาณเที่ยงคืน จึงเป็นเวลาของเทพยดาทั้งหลาย พระอินทร์ อทิสมานกายทั้งหลายเข้าเฝ้าหลังเที่ยงคืน
ด้วยเหตุนี้ ในพระคุณของพระองค์ จึงบอกไว้ว่า สัตถาเทวมนุษานัง ทรงเป็นศาสดาของทั้งเทวดา และมนุษย์ โน่นแหละ
พอตอบปัญหาของเทวดา และอทิสมานกายทั้งหลายแล้ว ตีหนึ่ง ตีสอง จึงจะเสด็จสีหไสยาสน์
กล่าวโดยเฉลี่ย พระพุทธองค์ทรงบรรทมหลับประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง
วันเวลาของพระองค์ทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนด้วย รักแท้ คือ กรุณา
และด้วยกรุณานี้ บางครั้งพระองค์ต้องเอาชีวิตของพระองค์ไปเสี่ยง เพราะเวไนยสัตว์บางคนนั้น เป็นคนอันตราย เช่น กรณี พระองคุลิมาล
ความรักของพระองค์นั้น ทำให้เราเห็นความรักถึง ๔ รูปแบบ นั่นคือ เมื่อพระองคุลิมาลไปเรียนหนังสือ ถูกเพื่อนชิงชัง เพราะเป็นคนเก่ง
ดังนั้น ใครที่เป็นคนเก่ง คนดี คนดัง ต้องโดน เป็นธรรมชาติ ถ้าอยากรู้ว่า เราดังจริงหรือไม่ ดีจริงหรือไม่ ถามตัวเองว่า โดนหรือยัง
องคุลิมาล นั้น เดิมชื่อ อหิงสกกุมาร เพื่อนริษยาในความเก่งกาจ จึงยุแยงให้อาจารย์วางกุศโลบายให้องคุลิมาล กลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคน แล้วเอานิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัย
องคุลี คือ นิ้วมือ มาล คือ มาลา หรือ ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย
(ยังมีต่อวันพระหน้า)
"ว.วชิรเมธี"



