ไลฟ์สไตล์

"อยู่ให้ได้ อยู่ให้ดี" คัมภีร์เพื่อพ่อแม่มีลูกเป็นดาวน์

"อยู่ให้ได้ อยู่ให้ดี" คัมภีร์เพื่อพ่อแม่มีลูกเป็นดาวน์

17 เม.ย. 2552

ลำพังเพียงความห่วงใยที่พ่อแม่มีให้บุตรหลาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นไปในสังคมปัจจุบัน ซึ่งนับวันภัยในรูปแบบต่างๆ ยิ่งมีมากขึ้น ก็นับว่ามากมายแล้ว แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีบุตรหลานพิการทางสติปัญญา ความห่วงใยที่พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้มีให้แก่ลูกยิ่งทบเท่าทวีคูณ

  ร.ศ.ทิพวรรณ สีจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วิทยากรผู้ร่วมเสวนาเรื่อง “ครอบครัวที่มีบุคคลพิการทางสติปัญญา” และเป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสบปัญหาจนเคยคิดจะฆ่าตัวตายเนื่องจากเป็นทุกข์ในการดูแลบุตรสาวซึ่งมีความพิการทางสติปัญญา และยังมีความพิการด้านอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งที่เธอทำคือ การเปลี่ยนความคิด มองโลกในแง่บวก แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตามที แต่เพราะความรักที่เธอมีให้แก่ลูก ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปด้วยดี ปัจจุบันเธอพร้อมยิ้มรับปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำกับครอบครัวอื่นๆ ที่มีปัญหาบุตรหลานพิการทางสติปัญญาด้วย

 “การดูแลเด็กพิการทางสติปัญญานั้นต้องทำร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาลูกไปพร้อมๆ กัน และครอบครัวต้องทำใจยอมรับว่า ความสุขเต็มที่ของครอบครัวจะได้แค่ความสุขระดับปานกลางของคนทั่วไป จึงต้องเริ่มต้นจากการคิดว่าจะ “อยู่ให้ได้” จากนั้นค่อยคิดว่าจะ “อยู่ให้ดี” โดยต้องมีความ “ยืดหยุ่น” ในการพัฒนาลูก แต่ต้องไม่ “หย่อนยาน” ส่วนวิธีการดูแลและการพัฒนาเด็กนั้น อาจปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือรวมกลุ่มกับครอบครัวเด็กพิการอื่นๆ และพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน จึงต้องวิธีการดูแลต่างกันด้วย" อ.ทิพวรรณ กล่าว

 เช่นเดียวกับ "ครูเก๋" รพีพรรณ ภูถาวร จากโรงเรียนพญาไท ซึ่งต้องสอนและดูแลเด็กพิเศษ ซึ่งย้ำว่าการพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย คือ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยเฉพาะครูและผู้ปกครองต้องพูดคุยกัน รวมทั้งครูต้องทำหน้าที่ประสานให้พ่อแม่คนอื่นๆ ได้พูดคุยกันด้วย นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนวิธีการดูแลลูกระหว่างครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้พ่อแม่ได้ลดความเครียด และเป็นการสร้างเครือข่ายในการดูแลเด็กอีกทางหนึ่ง

  ขณะที่ ศ.พญ.พรสวรรค์ วสันต์ สาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ฝากไปถึงภาครัฐว่า ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะไม่มีระบบการดูแลเด็กพิการทางสมองที่ดี สังคมยังมองเด็กกลุ่มนี้ด้วยความไม่เข้าใจ ขบขัน รังเกียจ และคอยย้ำปมด้อย ขณะที่ในต่างประเทศจะค้นหาพรสวรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือจินตนาการสูง โดยเขาจะพัฒนาและส่งเสริมทำให้เด็กมีรายได้ ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลจึงควรมองเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขและวางระบบระดับชาติ