
รัฐทุ่มพันล.งานวิจัย"พืชเกษตร" บูรณาการเพิ่มค่าอาหารป้อนโลก
นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยของประเทศ ร่วมกับองค์กรเครือข่ายด้านการวิจัย จัดงาน "52 สัปดาห์ รู้แล้วรวยด้วยนวัตกรรมงานวิจัยเกษตรไทย" ขึ้น ระหว่างวันที่ 8-9 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา มีเป้าหมาย
แม้ว่าแต่ละปีผลงานการวิจัยภายใต้การสนับสนุนของวช.จะมีมากมาย แต่ทว่าการนำมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังยังค่อยข้างน้อย ขณะที่ยังมีหน่วยงานด้านวิจัยอื่นที่สังกัดกรมกองต่างๆ ก็มีภารกิจงานด้านวิจัยไม่แตกต่างกันและได้ดำเนินการในลักษณะต่างคนต่างทำ ส่งผลให้งบประมาณด้านวิจัยในภาพรวมของประเทศมักถูกมองข้ามจากฝ่ายการเมือง
"ผมเคยเป็นกรรมาธิการงบประมาณ สภาผู้แทนฯ มาก่อนรู้ดีว่า ทำไมงบที่สภาวิจัยขอไปในแต่ละปีมักถูกตัดเยอะ ก็เพราะว่ามีหน่วยงานด้านวิจัยที่สังกัดกรมกองต่างๆ ที่ขอผ่านกรมกองต่างๆ เหล่านั้นอยู่แล้ว ขณะที่งบสนับสนุนงานวิจัยที่ผ่านมา มีการมองกันว่าไม่ค่อยทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศมากนัก จะเน้นตัวผลงานวิจัยมากกว่า แต่ถ้าคุณบอกว่าใช้งบไปเท่านี้แล้วได้เงินคืนกลับมา มีรายได้เข้าประเทศเท่านี้ ถ้าตอบโจทย์แบบนี้ได้ ผมว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนเขาก็ให้ ถ้าไม่ให้รัฐบาลนั้นก็อยู่ไม่ได้"
วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศ เผยระหว่างการแถลงข่าว "การสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มผลผลิตเกษตรไทย" ในงาน "52 สัปดาห์ รู้แล้วรวยด้วยนวัตกรรมงานวิจัยเกษตรไทย" โดยระบุอีกว่า งานวิจัยที่ผ่านมาจะเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทำให้บางครั้งงานวิจัยชิ้นเดียวกันก็มีการทำวิจัยจากหลายหน่วยงาน ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ แต่ต่อไปนี้งานวิจัยจะร้อยเรียงเป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำและจัดแบ่งเป็นกลุ่มๆ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการดำเนินการ
"ถ้าเรามีแผนงานแม่บทแล้ว มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักแล้ว ต่อไปถ้าจะส่งออกพืชชนิดนี้จะทำอย่างไร ยกตัวอย่างส่งออกมะม่วง ก็จะต้องระดมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง นักวิชาการที่เกี่ยวข้องระบบการขนส่งโลจิสติกส์ ผู้ส่งออกมานั่งพูดคุยกันว่า มีปัญหาติดขัดอะไรบ้าง อยากให้ศึกษาวิจัยตรงไหน เมื่อวิจัยสำเร็จแล้วสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออก ทำรายได้เข้าประเทศมากน้อยแค่ไหน เป็นที่น่ายินดี ขณะนี้ท่านนายกอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ได้จัดงบพิเศษเป็นงบกลาง จำนวน 1,000 ล้าน สำหรับงานวิจัยนี้ เพราะเป้าหมายของเราก็คือ จะทำอย่างไรให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิตอาหารป้อนโลกให้ได้" วรวัจน์เผย
ขณะที่ ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร ประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการเปิดตัวหรือนำร่องเพื่อให้งานวิจัยสามารถจับต้องได้ วช.จะต้องพัฒนาให้เป็นศูนย์รวมทางวิชาการไม่ใช่เฉพาะการวิจัยด้านการเกษตรเท่านั้น แต่จะทำให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน และต่อไปผู้ที่สนใจในองค์ความรู้ด้านต่างๆ ไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหาที่ไหน มาที่ วช.ที่เดียวก็จะได้รับคำตอบอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
"ด้านการเกษตรถือเป็นแกนหลัก เป็นชีวิตของคนไทยโดยส่วนใหญ่ จึงทำนำร่องก่อน แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะตัวนักวิจัย องค์ความรู้ที่ได้เท่านั้น สื่อต่างๆ มีส่วนสำคัญในการกระจายองค์ความรู้ไปสู่สังคมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของสังคมโดยรวมทั้งประเทศ" ศ.ดร.ธีระกล่าว
ส่วน จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เน้นงานวิจัยด้านการเกษตร ระบุว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้งานวิจัยมาร้อยเรียงเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่ลักษณะต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับใจที่ตนอยากให้เป็นอย่างนี้มานานแล้ว เพราะการวิจัยเพื่อเป้าหมายทำรายได้เข้าประเทศ จะทำให้การวิจัยได้ตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น และเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้นไปในอนาคตอีกด้วย
ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการจัดงาน 52 สัปดาห์ รู้แล้วรวยด้วยนวัตกรรมงานวิจัยเกษตรไทย ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีผลงานวิจัยด้านการเกษตรจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และยังมีช่องว่างที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ให้สมบูรณ์ จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านการเกษตร จัดเสวนาดังกล่าวขึ้น เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเกษตร อาทิ ส้มโอ มะม่วง มะปราง สับปะรด ลำไย ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เกี่ยวกับหลักการปลูก วิธีการดูแล ความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรอย่างถูกต้อง รวมถึงการผลิตพืชนอกฤดูกาลและเพิ่มคุณภาพผลผลิตด้วยเทคโนโลยีจากงานวิจัย
"ปีนี้เป็นปีแรกที่ วช.กับ 5 ส ร่วมบูรณาการในการทำวิจัยและทำงบเสนอรัฐบาลไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญในการเรื่องการเกษตร 3 ด้าน คือ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งตรงกับที่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศเห็นชอบด้วย เพราะการทำงานเชิงบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ มันจะเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น" ศ.นพ.สุทธิพรกล่าว
เลขาธิการวช.กล่าวต่อว่า หลังจากการจัดงานครั้งนี้แล้ว คาดว่าจะได้รูปแบบการเผยแพร่งานวิจัยที่เกี่ยวกับพืชทั้ง 32 ชนิดออกมาเป็นแผนปฏิบัติการดูแลรักษาในรอบ 52 สัปดาห์ เพื่อจะนำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรปฏิบัติในแปลงปลูกจริง พร้อมกับแนวทางด้านการตลาด การส่งออก การบริหารจัดการห่วงโซ่การแปรรูปผลผลิตสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มผลผลิต และจะมีการจัดตั้งเป็นศูนย์บูรณาการเกษตรขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลจากทั้งนักวิจัย เกษตรกร ผู้ประกอบการส่งออก ผู้ส่งเสริมการเกษตร ผู้ให้ข้อมูลทางวิชาการ คาดว่าภายใน 1 ปีหลังจากนี้จะเป็นรูปธรรมทั้งพืช 32 ชนิดและจะขยายไปสู่ภาคการผลิตด้านอื่นอีกต่อไป
"สุรัตน์ อัตตะ"



