ไลฟ์สไตล์

ประเวศชี้คนไม่รักอ่านแก้วิกฤติสังคมไม่ได้

ประเวศชี้คนไม่รักอ่านแก้วิกฤติสังคมไม่ได้

08 เม.ย. 2554

หมอประเวศเสนอ 5 วิธีส่งเสริมการอ่าน ชี้สังคมไทยแก้วิกฤติไม่ได้ เหตุสังคมไม่รักการอ่าน

 (8เม.ย.) ห้องประชุมลำพอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.)- สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ร่วมกับโครงการมหานครแห่งการอ่าน : Bangkok Read For Life กรุงเทพมหานคร เครือข่ายความร่วมมือการอ่านในคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมสัมมนาวิชาการ “หนังสือ สื่ออ่าน และการอ่าน : กลไกและเครื่องมือปฏิรูปการเรียนการสอนในสถานศึกษาเพื่อความสุข ความใฝ่รู้ ตลอดชีวิต” โดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา

 น.พ.ประเวศ วะสี คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิเด็ก กล่าวปาฐกถาพิเศษ “หนังสือ สื่ออ่าน และการอ่าน : กลไกและเครื่องมือสร้างฐานภูมิปัญญาของแผ่นดิน” มีใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า สาเหตุที่จำเป็นต้องผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญของการแก้วิกฤติของประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเรื่องอย่างนี้อาศัยแค่ฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์ไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนได้ และหลุดออกจากปัญหาได้ แต่คนไทยไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีอัตราการอ่านต่ำมาก จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ

  โดยมียุทธศาสตร์ สำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1.ตัดวงจรที่ชั่วร้ายในสังคมการอ่าน ทุกวันนี้จำนวนนักอ่านมีน้อย หนังสือดี ๆ ขายได้แค่ 2,000 เล่ม จำนวนคนเขียนหนังสือหรือแปลหนังสือดี ๆ จึงน้อยตาม เพราะฉะนั้นจะรอให้กลไกตลาดทำงานด้วยตนเองไม่ได้ รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยตัดวงจรชั่วร้ายตรงนี้ โดยออกมาตรการมาส่งเสริมการอ่าน โดยเฉพาะการตั้งกองทุนสนับสนุนคนดี ๆ เขียนหนังสือหรือแปลหนังสือดี ๆ ออกมาเขียนโดยไม่คำนึงถึงกำไรเพราะเป้าหมายคือการส่งเสริมการเขียนหนังสือดีออกสู่สังคม

 2.การส่งเสริมการอ่านต้องทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง จึงจะสำเร็จเพราะฉะนั้นต้องส่งเสริมให้เกิดชมรมรักการอ่านทุกหมู่บ้าน 80,000 แห่งทั่วประเทศ โดยอาจอาศัยนักศึกษาที่มีจำนวนหลายแสนคนลงไปทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บข้อมูลชาวบ้านเป็นรายบุคคลซึ่งจะทำให้รู้ว่าในหมู่บ้านแต่ละแห่งมีคนสนใจการอ่าน และรวมตัวกันเป็นชมรมรักการอ่าน รัฐบาลต้องเข้าไปสร้างห้องสมุดหมู่บ้านให้ โดยมอบให้ชมรมรักการอ่านเป็นผู้คัดเลือกหนังสือถึงตอนนั้น หนังสือดี ๆ ก็จะสามารถขายได้ 80,000 เล่ม เป็นผลสะท้อนวกกลับมาให้คนเขียนหนังสือดี ๆ อยู่ได้ 3.ให้มีการส่งเสริมการอ่านในทุกชั้นเรียนแต่ให้ลดความเป็นวิชาการของหลักสูตรส่งเสริมการอ่านลงใช้วิธีแจกหนังสือให้เด็กกลับไปอ่านเป็นการบ้านแทนเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก 4.ให้มีการส่งเสริมการอ่านในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ โดยดึงภาคธุรกิจซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมคนเข้ามามีส่วนร่วม และ 5.ให้มีการจัดประกวดการอ่าน

 “สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความซับซ้อน ถ้าเราไม่อ่านจะไม่เข้าใจความซับซ้อนไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเรากลายเป็นรัฐล้มเหลวเพราะมีความสามารถในการจัดการปัญหาเหล่านี้ได้น้อย”น.พ.ประเวศ กล่าว

 ด้าน นายชินวรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็ก ส่วนของ ศธ. ได้มีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และได้มีการเตรียมการกำหนดยุทธศาสตร์ส่งเสริมการอ่าน โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อเด็กเยาวชนให้ความสำคัญต่อการอ่าน เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เด็กรู้จัก คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้