ไลฟ์สไตล์

เตือนวัยรุ่นกินยาคุมฉุกเฉินระวังยาผิดเสี่ยงเอดส์-ท้อง

เตือนวัยรุ่นกินยาคุมฉุกเฉินระวังยาผิดเสี่ยงเอดส์-ท้อง

08 เม.ย. 2554

พฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินปัจจุบันคนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นมีพฤติกรรมการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมากกว่ายาคุมปกติ และได้รับความนิยมมากกว่ายาทำแท้ง กล่าวโดย ผศ.ภญ.ดร.นิตยา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) สำนักงานกองทุน

ดังนั้นสสส.จึงได้จับมือองค์กรภาคีเครือข่ายรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินยาคุมฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ เพราะระยะ10 ปีที่ผ่านมา มียอดการผลิตและนำเข้ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินในประเทศ เฉลี่ยปีละ 8 ล้านกล่อง คิดเป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ซึ่งผลสำรวจชี้ วัยรุ่นอายุ 16-20 ปี ซื้อยาคุมกำเนิดมาใช้มากที่สุด เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นยาทำแท้ง สะท้อนถึงพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ที่ขาดการป้องกันและการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินอย่างน้อยประมาณ 2 หมื่นครั้งต่อวัน ซึ่งมีโอกาสตั้งครรภ์หรือรับเชื้อเอชไอวี ซ้ำร้ายยังมีการท้องนอกมดลูกถึงตายได้

ผศ.ภญ.ดร.นิตยากล่าวว่าปัจจุบันมีแนวโน้มจำหน่ายยาคุมกำเนิดฉุกเฉินเพิ่มมากขึ้น นั่นแสดงถึงการมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่มีการเตรียมความพร้อม และไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่ใช้ภายหลังการมีเพศสัมพันธ์จะใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ อาทิ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ การถูกข่มขืน หรือเกิดการรั่วที่ถุงยางอนามัย จะลดโอกาสการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 89 เท่านั้น

ที่สำคัญไม่สามารถป้องกันโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้แม้กระทั่งไวรัสตับอักเสบบี เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เพราะเมื่อนำยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมาใช้แทนวิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมดา จะกลายเป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำไปในทันที มีผลข้างเคียงอีกด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และมีเลือดออกทางช่องคลอด และอาจเกิดอันตรายจากการใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นประจำเดือนมาไม่ปกติ กะปริบกะปรอย บางรายเคยพบปัญหาการตั้งครรภ์นอกมดลูกด้วย 

การขับเคลื่อนการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงในการใช้ยาคุมฉุกเฉินผิดวิธีให้เข้าใจและป้องกันตนเองได้ โดยการจัดทำสื่อรณรงค์เรื่องการใช้ยาคุมฉุกเฉินที่ถูกต้องเผยแพร่ผ่านเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจากการทำงานด้านเพศศึกษาขององค์การแพธ ในส่วนของคลินิก Lovecare บริการที่เป็นมิตรอุษาสินีริ้วทอง เจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสาธารณสุขกล่าวว่า เด็กมีความกลัวในเรื่องของการท้องไม่พร้อมมากกว่าเรื่องการติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ สูตรเพศศึกษาจึงสอนเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน ช่วยกันวิเคราะห์ถึงประโยชน์ของยาประเภทนี้ และความจำเป็นในการใช้ยา

  อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าสถานการณ์เมื่อ 3-4 ปีก่อน วัยรุ่นไม่นิยมซื้อถุงยางอนามัย แต่จะไปซื้อยาคุมฉุกเฉินตามร้านขายยา อย่างไรก็ตามควรมีการให้ความรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนในวัยเจริญพันธุ์ ทุกช่วงวัยเข้าถึงข้อมูลรอบด้านที่ถูกต้องในการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน รวมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ใหญ่ หรือ ภสัชกรประจำร้านขายยา เมื่อวัยรุ่นไปซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการคุมกำเนิด หากมีท่าทีซักถามหรือคาดคั้นมากเกินไป ก็จะเป็นการผลักให้วัยรุ่นไม่สบายใจที่จะมาซื้อ นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันได้

มาตรการในการรณรงค์เพื่อให้ข้อมูลการใช้ยาคุมฉุกเฉินที่ถูกวิธี อุษาสินี อธิบายว่าควรรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงในการใช้ยาคุมฉุกเฉินผิดวิธี ให้เข้าใจและสามารถป้องกัน ควรมีการจัดทำสื่อรณรงค์การใช้ยาคุมกำเนิดที่ถูกต้องเผยแพร่ผ่านเครือข่ายร้านขายยาทั่วประเทศ เพื่อแจกแก่ผู้ที่มาซื้อยาคุมฉุกเฉิน สนับสนุนให้เครือข่ายเยาวชนเผยแพร่ในกลุ่มของนักเรียน วัยรุ่น นักศึกษาตามสถานศึกษาต่างๆ รณรงค์ให้มีการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เช่น เพศศึกษา ทักษะชีวิต

ที่สำคัญต้องให้เยาวชนรับรู้ในวงกว้างโดยทั่วกันว่า"การใช้ยาคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์ได้ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยลดอัตราการติดเชื้อเอดส์ และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้มากกว่าต่างหาก ถึงจะทำให้ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ลดน้อยลงไปได้


0 ศศิวรรณ อาษา 0