
รู้ทันโรคมะเร็ง - กว่าจะได้มาซึ่งยารักษามะเร็ง : สมุนไพรไทยพร้อม?
หากจะบอกว่าการได้มาซึ่งยาแผนปัจจุบันขนานใหม่ๆ ที่จะออกมาใช้รักษาโรคกันซักตัวต้องใช้เวลาถึง 10-15 ปี หลายคนอาจจะอ้าปากค้างว่า ทำไมมันจะใช้เวลาอะไรกันนานหนักหนา ที่ไม่อยากจะเชื่ออีกเหมือนกันคือ กว่าจะได้เจ้าสารที่ว่าที่มีคุณสมบัติมีสรรพคุณรักษาโรคและสามารถ
แต่ที่ฟังแล้วน่าตกใจที่สุดก็คือ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนายาใหม่หนึ่งตัวนั้นตกประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.4 หมื่นล้านบาท ในแต่ละปีมียาใหม่เข้าสู่ตลาดเฉลี่ยประมาณ 30 ตัว ลองคิดดูซิครับว่าใช้เงินมากมายขนาดไหน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะนั่นคือข้อเท็จจริงทั้งหมด และด้วยเหตุผลที่ต้องใช้ทั้งเงินและความทุ่มเทมุมานะอุตสาหะกว่าจะค้นพบยาตัวใหม่ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมยาตัวใหม่ๆ มันถึงได้ราคาแพงหนักหนา โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง
ขั้นตอนหลักๆ เริ่มต้นจากนักวิจัยต้องเข้าใจการทำงานของร่างกายปกติและความผิดปกติของร่างกายจนทำให้เกิดโรคนั้นๆ จากนั้นจึงเริ่มการค้นหาสารที่มีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเป็นยาชนิดใหม่ได้ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การสกัดแยกจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหรือสมุนไพร การสังเคราะห์สารเคมีหรือสารเลียนแบบสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หลังจากได้สารที่ว่าแล้วก็มาศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา ขั้นตอนนี้เริ่มจากการศึกษาในหลอดทดลองก่อนแล้วต่อด้วยศึกษาในสัตว์ทดลองประเภทต่างๆ เช่น ศึกษาว่าสารรักษามะเร็งตัวใหม่สามารถทำลายมะเร็งในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้เป็นมะเร็งชนิดนั้นๆ เรียกว่าศึกษากันทั้งแบบนอกร่างกายและในร่างกายว่าสารนั้นดูดซึมและมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างไร มีพิษอะไรบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าสารนั้นปลอดภัยเพียงพอที่จะทำการศึกษาในมนุษย์ต่อไป จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการเตรียมรูปแบบยาที่เหมาะสมที่จะใช้ในทางคลินิก มีการพัฒนารูปแบบยาให้มีความคงสภาพและได้ผลในการรักษาและสามารถผลิตในขั้นอุตสาหกรรมได้ ขั้นต่อไปก็รวบรวมรายงานการศึกษาทั้งหมดยื่นขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการจริยธรรมเกี่ยวกับการวิจัยในคนเพื่อทำการศึกษาวิจัยทางคลินิกหรือการวิจัยในคนต่อไป
ในกรณีการศึกษาวิจัยทางคลินิกหรือการวิจัยในคนสำหรับยารักษามะเร็งนั้น จะศึกษาในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยามะเร็งมาตรฐานขนานอื่นๆ มาแล้ว เป็นการศึกษาว่าเวลานำยานั้นมาใช้ในคนจริงๆ จะได้ผลดีเหมือนในห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลองหรือไม่ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานและมีหลายระยะย่อยในการศึกษา ที่สำคัญเป็นการวิจัยในระดับความน่าเชื่อถือสูงที่ต้องทำในหลายโรงพยาบาลทั่วโลก ใช้ผู้ป่วยเข้าร่วมงานวิจัยจำนวนมากและท้ายที่สุดคือการศึกษาเปรียบเทียบกับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน จึงสามารถสรุปผลได้ว่ายาเคมีบำบัดตัวใหม่ที่ว่าเหมาะสมกับการรักษามะเร็งประเภทไหน และควรใช้ยาตัวนี้เมื่อใด นี่ว่ากันคร่าวๆ ในพื้นที่จำกัดยังหลายขั้นตอนขนาดนี้ จริงๆ แล้วแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก
สำหรับบ้านเรา หลายฝ่ายตั้งความหวังไว้กับยาสมุนไพร ต้องขอย้ำว่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการวิจัยสมุนไพรไทยในสรรพคุณด้านการรักษาโรคมะเร็งที่มีการวิจัยครบทุกขั้นตอนทั้งระบบอย่างที่กล่าวไว้ ยาสมุนไพรไทยที่มีอยู่ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งหมดนั้นขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณทั้งหมด ล้วนนำมาใช้ในสรรพคุณด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่การรักษาโรคมะเร็ง ดังนั้นจึงยังไม่สามารถยืนยันอย่างมั่นใจได้ว่า ยาสมุนไพรไทยตัวไหนสามารถนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งชนิดใดระยะใดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
โอกาสรอเราอยู่ไม่ไกล เพียงแต่ต้องมีการศึกษาวิจัยทำให้เป็นระบบถูกต้องตามหลักวิชาการให้เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกเขายอมรับ เรื่องแบบนี้นอกจากต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีแล้ว อย่าลืมเรื่องการสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างจริงจังด้วยนะครับ ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย
"นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ"



