
อย่าด่าถึงพ่อแม่
มีอาจารย์ท่านหนึ่งอดีตเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ท่านมาเล่าให้อาตมาฟังว่า สิ่งที่สอนลูกเสมอ คือ เวลาทะเลาะกันขออย่างหนึ่ง คือ อย่าด่าถึงพ่อแม่ เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้อง นั่นเป็นเรื่องอารมณ์ของเธอสองคน
อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า...“ทะเลาะกันอย่าออกนอกบ้าน ถ้าจะออกต้องกลับมาก่อนมืด”
อาตมาก็สงสัยจึงถามกับอาจารย์ท่านไปว่า “อ้าว...ทำไมต้องอย่างนั้นละอาจารย์?”
ท่านอาจารย์อธิบายว่า “ผู้หญิงเมื่อทะเลากับสามีแล้วเตลิดออกจากบ้าน ถ้าเกิดเขาเอาผู้หญิงมาขวางหน้าบ้านไว้จะทำอย่างไร? ท่านลองคิดดูสิ เพราะฉะนั้น ที่ขู่ๆ เขาเอาไว้ถ้าเขาไม่ทำตามเรา ไม่สนใจคำขู่ของเราล่ะ เราจะทำยังไง และถ้าเขาเยาะเขาเย้ยมันต้องลงเอยด้วยการที่จะต้องทำตามที่เขาขู่ไว้”
ในกรณีการชุมนุมประท้วงก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงรัฐบาล หรือประท้วงอะไรก็แล้วแต่ อาตมารู้สึกสงสารพวกประท้วงมาก ในเวลาที่เขายื่นคำขาด ถ้าเราไม่ใหญ่จริง และเราก็เป็นฝ่ายขอ ชูชกมันขออะไรจากใคร มันยังมีวิธีการขอของมัน เวลาชูชกมันจะขออะไรมันจะแต่งคำพูดเสียไพเราะทีเดียว พระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์ไปขอมัทรี ขอของใหญ่ยิ่งต้องใช้คำพูดที่ละเมียดละไม
“วารีวะโห ปัญจะ มหาทิถิโย พระพุทธเจ้าข้า อันว่ากระแสสานสินธุวาเรศปัญจมหานทีธาร ย่อมไหลหลั่งสังสันทนาการไม่รู้ขาดสาย สรรพนิกรสัตว์ทั้งหลายได้กินอาบก็เย็นซาบสรีอินทรีย์ เกษมศานติ์สำราญรมย์ฤดีดับอาดูนเดือดร้อน บรรเทาทุกข์ทั่วทิศาดร สันดานสัตว์ก็เสมอเหมือนพระกมลโสมนัสในมหาทาน”
นี่เป็นการแต่งคำพูดแบบละเมียดละไมละเอียดอ่อน นอกจากแต่งคำพูดยังต้องแต่งทำนองในการขออีกด้วย ซึ่งเป็นวิธีการในการขอ เป็นการชักแม่น้ำทั้งห้า
เพราะฉะนั้นเวลาเราจะไปขออะไรจากใครก็อย่าไปขู่เขา เห็นการประท้วงของฆราวาสก็ดี การประท้วงของพระก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงเรียกร้องอะไรจากใครก็ตาม ลองแต่งคำพูดแบบราชทูตไปขอสิ การที่เราขู่เขามันจึงเป็นเรื่องยากที่จะขู่เขา
อาตมาไม่เห็นด้วยกับการประท้วงแบบยื่นคำขาด แบบยื่นคำขู่ให้ฝ่ายตรงข้ามต้องทำตามนั้น บางท่านขู่ว่าถ้าไม่ได้จะฆ่าตัวตายบ้างล่ะ จะอดข้าวตายบ้างล่ะ อย่าไปยื่นคำขาดกันเลยนะ ผลสุดท้ายก็เสียศรัทธากันเปล่าๆ
เพราะฉะนั้นในหลายๆ กรณี ในการที่เราอยู่ในสังคมนี้ อาตมาก็คุยกว้างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อท่านทั้งหลายว่า เรื่องดื้อนี่เป็นรื่องทิฐิอติมานะ
พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)



