
(หน้า 1 อี 2) ความเสียหายทำเนียบ+สุวรรณภูมิ
11 ธ.ค. 2551
(หน้า 1 อี 2) ความเสียหายทำเนียบ+สุวรรณภูมิ
เคลียร์ทำเนียบ ตะลึงเจออาวุธ ระเบิด ลูกปืนเพียบ แม่ค้า-ขรก.ร่ำไห้หลังเห็นห้องทำงานพังยับ ห้องรัฐมนตรีถูกงัดข้าวของหายมีอึกระจาย รูปทักษิณถูกทำลายเละ โซฟาหลุยส์ถูกมีดกรีดเสียหาย คาดเปิดทำการได้ปกติ 8 ธ.ค. สนามบินดอนเมืองเตรียมทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 12 ธ.ค.นี้ สหรัฐ-อียูนำทูต 4 ปท.จี้บัวแก้ว รปภ.เข้มสนามบิน
////////////////////
หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถอนผู้ชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ล่าสุดวันที่ 4 ธันวาคม เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเสียหายภายในทำเนียบรัฐบาลแล้ว
ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตดุสิตเข้ามาทำความสะอาดภายในทำเนียบ และบริเวณโดยรอบ โดยนำรถขนขยะ รถหกล้อ เข้ามาขนยางรถยนต์ แผงไม้ ออกจากทำเนียบ พร้อมทั้งทำความสะอาดภายนอกอาคาร และลอกท่อระบายน้ำที่อุดตันให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ของบริษัทเต็นท์ต่างๆ เข้ามาเก็บเต็นท์ของตัวเองกลับไปเช่นกัน
เคลียร์ทำเนียบเจอระเบิด-ลูกปืนอื้อ
ต่อมาเวลา 09.30 น. พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1 นำเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบและในเครื่องแบบประมาณ 60 นาย เข้ามาตรวจค้นบริเวณรอบตึกภายในทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีชุดตำรวจกองกำกับการ 5 นำสุนัขตำรวจประเภทตรวจหาวัตถุระเบิด 4 ตัว และหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิด ทั้งหน่วยจากกองสรรพาวุธกองทัพบก กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำอุปกรณ์ตรวจหาวัตถุระเบิดจำนวนมากเข้าตรวจค้นวัตถุระเบิดบริเวณโดยรอบทุกอาคาร
จากการตรวจค้นพบระเบิดปิงปอง 1 ลูก บริเวณประตูหน้าห้องสื่อมวลชน นอกจากนี้ยังพบอาวุธประเภทไม้ติดปลายมีด คมแฝก ไม้กอล์ฟ ท่อนเหล็ก เสื้อเกราะ 2 ตัว โล่ ระเบิดเพลิง กระสุนปืน สนับแขนที่ทำจากท่อพีวีซีหลายร้อยชิ้น
เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธทหารบกพบกล่องทรงกระบอกสีน้ำตาล ยาวประมาณ 1 ฟุต มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร ที่บริเวณหน้าป้อมยามประตู 5 ด้านในทำเนียบ เจ้าหน้าที่นำวัตถุต้องสงสัยดังกล่าวมาตรวจสอบที่ด้านหน้าประตู 1 พบว่าภายในมีพลุ 1 ลูก และถุงพลาสติกบรรจุดินปืน 1 ถุง จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าเป็นพลุ แต่มีอานุภาพระเบิดที่รุนแรงรัศมีกว้าง 10 เมตร สามารถทำให้อวัยวะฉีกขาดได้ถ้าโดนในระยะใกล้ๆ
ส่วนบริเวณตึกนารีสโมสร พบระเบิดปิงปองประมาณ 30 ลูก ระเบิดเพลิง ซึ่งใช้ขวดเบียร์ ขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลังนับสิบขวด และลูกปืนขนาด.38 อีก 110 นัด ซึ่งเจ้าหน้าที่สรรพาวุธกองทัพอากาศได้นำไปมอบให้พนักงานสอบสวนเขตดุสิตเป็นหลักฐานประกอบในการดำเนินคดี นอกจากนี้บริเวณตึกบัญชาการ หรือตึกแดง ซึ่งเป็นที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี และเป็นจุดที่การ์ดนักรบศรีวิชัยยึดเป็นที่พักพิง พบระเบิดขวดแบบมีสะเก็ดอีก 1 ลูก
นอกจากนี้ยังพบอาวุธจำนวนมากซุกอยู่ตามอาคารต่างๆ ทั้งตึกบัญชาการ 1 และ 2 ตึกสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) รวมทั้งซุกอยู่ตามรถดับเพลิง และรถขยะ สำหรับอาวุธที่ตรวจพบมีนับสิบรายการ อาทิ ระเบิดขวด ระเบิดปิงปอง ระเปิดเพลิง ไปป์บอมบ์ชนิดขว้าง ซองแม็กกาซีน ของปืนเอชเค กล่องกระสุนปืนเบอร์ 12 รวมทั้งมีดดาบอีกหลายเล่ม โดยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้จดบันทึกเอาไว้เป็นข้อมูล เพื่อนำไปตรวจสอบต่อไป
ขณะที่ เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม ได้เข้ามาเจรจากับ พล.ต.ต.อนันต์ และให้ข้อมูลว่า การเข้าไปตรวจสอบในบริเวณพื้นที่โดยรอบทำเนียบขอให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังตัวด้วย เพราะไม่ทราบว่าจะพบอะไรบ้าง
ต่อมาเวลา 12. 00 น. นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำข้าราชการประจำทำเนียบรัฐบาลทั้งหมดเข้าตรวจสอบอาคารภายในทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด โดยเรือตรีแซมดินได้เข้าไปเจรจาส่งมอบ แต่นายลอยเลื่อนบอกว่าไม่จำเป็น เพราะทำเนียบไม่เคยส่งมอบพื้นที่ให้ใคร ที่มาวันนี้เพราะพันธมิตรได้ออกจากพื้นที่ไปแล้ว ก็เข้ามาตรวจสอบความเสียหายเป็นปกติ ไม่ต้องมีพิธีการส่งมอบ ให้กลุ่มพันธมิตรที่เหลือกลับได้เลย
พบขี้กระจาย-รูปทักษิณถูกฉีกกระจุย
ช่วงบ่ายนายลอยเลื่อนให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลกระจายกันออกสำรวจในส่วนของตึกบัญชาการ ทั้ง 1 และ 2 พบร่องรอยงัดแงะรื้อค้นข้าวของ รวมถึงทำลายทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ลิ้นชักโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกรายถูกรื้อค้นนำทรัพย์สินไปจนหมด เจ้าหน้าที่หลายคนที่เห็นสภาพดังกล่าวถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ พากันกอดคอร้องไห้เสียงดังระงมไปทั่ว เบื้องต้นทรัพย์สินที่สูญหายไป ได้แก่ เครื่องโปรเจกเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยบางส่วนถูกชำแหละถอดชิ้นส่วน เช่น ฮาร์ดดิสก์ แรม ออกไป เป็นต้น
ส่วนห้องทำงานรัฐมนตรีในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช หลายๆ ห้อง เช่น ห้อง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตรองนายกฯ ห้องนายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ห้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ห้องนายวีรพงษ์ รามางกูร ที่ปรึกษานายกฯ เป็นต้น พบว่าห้องรับรองถูกงัดประตูเข้าไปทำลายทรัพย์สิน โต๊ะทำงานบางห้องมีกองอุจจาระ และร่องรอยอุจจาระทาพื้นที่ต่างๆ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว ผนังและฝ้าเพดานถูกงัด เป็นที่น่าสังเกตว่า รูปถ่ายที่มีความเกี่ยวพันกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกฉีกกระจัดกระจายไปทั่วห้อง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญตรา พระเครื่องและพระบูชา สูญหายทั้งหมด เก้าอี้โซฟาหลุยส์ราคาแพงถูกมีดกรีดเสียหายใช้งานไม่ได้ กระจกถูกทุบทำลายเกือบทุกบาน บริเวณศูนย์ข้อมูลและศูนย์คอมพิวเตอร์ ที่ตั้งอยู่ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1 ปกติต้องใช้การ์ดกุญแจรหัสในการเปิดเข้าไป บริเวณดังกล่าวถูกตัดกระแสไฟฟ้า เพื่องัดเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน โดยมีทรัพย์สินจำนวนมากสูญหาย
คาด8ธ.ค.เปิดใช้ทำเนียบได้ตามปกติ
นายลอยเลื่อนให้สัมภาษณ์ว่า ยังประเมินค่าความเสียหายไม่ได้ในขณะนี้ เพราะต้องใช้เวลาตรวจสอบก่อน ส่วนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคงต้องรอผลการตรวจสอบให้ชัดเจนเสียก่อน คาดว่าวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคมนี้ จะสามารถเปิดใช้ทำเนียบรัฐบาลได้ตามปกติ แต่จากวันนี้เป็นต้นไปจะต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของ กทม.มาช่วยกันทำความสะอาดอย่างหนัก
ด้านเรือตรีแซมดินกล่าวถึงการชดใช้ค่าเสียหายว่า ต้องให้ผู้เสียหายจดรายละเอียดความเสียหายทั้งหมดส่งให้กองทัพธรรม เพื่อให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรพิจารณาการชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนค่าชดเชยรายได้คงไม่มีให้ เพราะคนที่มาชุมนุมเสียสละเช่นกัน
ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร ยอมรับว่า ในตึกอื่นๆ นั้นแกนนำไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด จึงมีมิจฉาชีพเข้าไปงัดแงะอยู่บ้าง แต่สำหรับตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรี ยืนยันว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หากมีการฟ้องร้องแกนนำก็พร้อมจะต่อสู้คดี เพราะมีการตั้งกองทุนเพื่อการสู้คดีไว้แล้ว
ช่วงสายวันเดียวกัน พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงขายอยู่ในทำเนียบ ที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เข้ามาดูของ ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ามีข้าวของหลายรายการสูญหายไป
นางกรรณิกา เหลืองสนิท อายุ 50 ปี แม่ค้าขายข้าวราดแกงที่บริเวณร้านค้าสวัสดิการ สลน. กล่าวว่า ร้านค้าถูกกลุ่มยังแพด (young PAD) ใช้เป็นจุดทำกิจกรรม ที่ผ่านมาขณะที่กลุ่มพันธมิตรชุมนุมอยู่ เคยมาดูทรัพย์สิน โดยกลุ่มนักศึกษารับปากว่าจะดูแลทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นอย่างดี แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรถอนตัวออกไป กลับมีสภาพแบบที่เห็น ข้าวของเสียหาย และสูญหายเป็นจำนวนมาก เช่น ถังแก๊ส และหัวเตาแก๊ส รวมถึงตู้เย็นของเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งหายไปด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร เนื่องจากอุปกรณ์ทำกินติดอยู่ภายในร้านค้าทั้งหมด 3 เดือน ที่ผ่านมา ไม่มีรายได้ และยังไม่ทราบว่าจะมีใครมาชดเชยความเสียหายในครั้งนี้ได้
ต่อมาทีมงานของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายธีรพล นพรัมภา อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาเก็บของใช้ส่วนตัวในตึกไทยคู่ฟ้า อาทิ พระเครื่อง เสื้อสูท เอกสาร เป็นต้น
สุวรรณภูมิเปิดเต็มรูปแบบ5ธ.ค.
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ตั้งแต่เวลา 05.35 น. วันที่ 4 ธันวาคม ได้เปิดให้บริการผู้โดยสารขาเข้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว ส่วนผู้โดยสารขาออกยังคงให้เช็กอินที่ไบเทค บางนาเช่นเดิม เพื่อรอเตรียมพร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 5 ธันวาคมนี้อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เวลา 11.00 น.เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้โดยสารขาเข้าทั้งในและระหว่างประเทศได้เปิดให้บริการตามปกติแล้ว โดยเที่ยวบินขาเข้าเที่ยวบินแรกในวันที่ 4 ธันวาคม เป็นของสายการบินไทยเที่ยวบิน ทีจี 3169 เดลี-กรุงเทพฯ ถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 06.00 น. ส่วนการให้บริการเที่ยวบินขาออกนั้น ผู้โดยสารจะต้องไปเช็กอินที่ศูนย์เช็กอินชั่วคราวไบเทค บางนา และจะต้องสอบถามข้อมูลจากสายการบินก่อน
ส่วนวันที่ 5 ธันวาคมนี้ จะมีเที่ยวบินให้บริการทั้งขาเข้าและขาออกจำนวน 88 เที่ยวบิน แบ่งเป็นการบินไทย ขาเข้า 23 เที่ยวบิน ขาออก 23 เที่ยวบิน นกแอร์ ขาเข้า 14 เที่ยวบิน ขาออก 14 เที่ยวบิน วัน ทู โก ซึ่งได้รับอนุญาตให้บินอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ขาเข้า 7 ขาออก 7 เที่ยวบิน โดยสายการบินวัน ทู โกจะมีเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เวลา 07.50 น. ดอนเมือง-เชียงใหม่ ผู้โดยสารที่จะเดินทาง สามารถเช็กอินได้ที่เคาน์เตอร์ท่าอากาศยานดอนเมือง
นายจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ กล่าวว่า บริษัทได้รับความเสียหายจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิราววันละ 60 ล้านบาท เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายสินค้าในร้านค้าปลอดภาษีได้ โดยความเสียหายนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับ ทอท. เพื่อขอให้ช่วยเหลือในลักษณะการชดเชยให้บริษัท เนื่องจากมีสัญญาสัมปทานระบุไว้
ด้าน พล.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกรณีปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ฝ่ายกฎหมายของผู้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการฟ้องร้องระบุตัวบุคคลที่ชัดเจน
ดอนเมืองทำบุญเสริมสิริมงคล12ธ.ค.
บรรยากาศการเปิดให้บริการวันแรกของท่าอากาศยานดอนเมือง มีผู้โดยสารมาใช้บริการไม่คึกคัก โดยวันที่ 4 ธันวาคมนี้ มีเที่ยวบินเส้นทางภายในประเทศทั้งขาเข้าและขาออกจำนวน 56 เที่ยว แบ่งเป็นของการบินไทย 20 เที่ยวบิน และนกแอร์ 36 เที่ยวบิน
นายปานฑิต ชนะภัย รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เที่ยวบินของการบินไทยที่ให้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นเที่ยวบินปกติแล้ว แบ่งเป็นขาออก 10 เที่ยว และขาเข้า 10 เที่ยว เช่น จากเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งทยอยระบายนักท่องเที่ยวที่ตกค้างออกจากประเทศไทยหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันแรกนี้ยอมรับว่าจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการยังน้อยอยู่
ร.ท.อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง กล่าวว่า วันที่ 12 ธันวาคม ได้เตรียมจัดทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นสิริมงคลและอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ขณะที่ความเสียหายมีเพียงเล็กน้อย มีกระจกอาคารที่โดนระเบิดเอ็ม 79 และกลอนประตูบางจุดที่หักไปเท่านั้น ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายจากกลุ่มพันธมิตรนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจะเป็นผู้ตัดสิน
วันเดียวกัน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการบิน และสายการบิน รวมทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยแหล่งข่าวจากที่ประชุมกล่าวว่า มีการประเมินตัวเลขความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าวันละ 5,000 ล้านบาท จากเหตุการณ์ปิดสนามบินในช่วง 7 วัน ทำให้ได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนความเสียหายที่แท้จริงจะต้องรอผลสรุปจากแต่ละหน่วยงานอีกครั้ง
บินต่างชาติเริ่มกลับมาบินสุวรรณภูมิ
โฆษกสายการบินคาเธย์ แปซิฟิกของฮ่องกง เผยว่า ได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินมายังกรุงเทพฯแล้ว หลังผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยุติการปิดสนามบินนาน 8 วัน โดยจะเปิดให้บริการ 4 เที่ยวบินจากฮ่องกงมายังกรุงเทพฯ และอีก 3 เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปยังฮ่องกงในวันศุกร์ และวันเสาร์นี้ ส่วนเที่ยวบินฉุกเฉิน 1 เที่ยว ที่จะไปยังสนามบินอู่ตะเภา เพื่อรับส่งผู้โดยสารที่ติดอยู่ในประเทศไทยก่อนหน้านี้ ได้เปลี่ยนมายังสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
ด้านสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส จะเปิดเที่ยวบินจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสิงคโปร์ในบ่ายวันศุกร์ และยุติการใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา ขณะที่สายการบินซิลค์ แอร์ ในเครือสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส จะให้บริการเที่ยวบินเสริมไปยังเกาะภูเก็ตอีก 1 เที่ยว เนื่องจากการให้บริการที่สุวรรณภูมิกลับมาเป็นปกติแล้ว
นอกจากนี้ สายการบินเจ็ทสตาร์ แอร์ของสิงคโปร์ ก็จะกลับไปใช้สนามบินสุวรรณภูมิในเย็นวันศุกร์ เช่นเดียวกับสายการบินไทเกอร์ แอร์เวย์ส ขณะที่กระทรวงต่างประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า ได้ช่วยชาวสิงคโปร์ 490 คน เดินทางออกจากสนามบินอู่ตะเภา สนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ กลับบ้านไปแล้ว เหลืออีกประมาณ 120 คน ที่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ
"สหรัฐ-อียู"จี้บัวแก้วรปภ.เข้มสนามบิน
วันเดียวกัน เอกอัครราชทูต 7 คนจาก 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศเ ข้าพบนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวง เพื่อยื่นหนังสือแสดงความวิตกกังวลต่อการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่างๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของท่าอากาศยานทุกแห่งในไทย ไม่ให้มีการบุกยึดเกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ขัดขวางการดำเนินงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองอีก รวมทั้งให้คำมั่นต่อสาธารณชนว่าจะไม่ขัดขวางการคมนาคมทางอากาศทั้งในกรุงเทพฯหรือภูมิภาค
นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและท่าอากาศยานไทย ได้ให้คำมั่นต่อคณะทูตว่า ทางการไทยจะดำเนินมาตรการปกป้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยจะนำบทเรียนที่ได้ไปปรับแผนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก เพราะตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งนี้ คณะทูตได้สอบถามว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหรือไม่ เพราะเขาเห็นว่าต้องยึดหลักนิติธรรม ซึ่งไทยได้แจ้งให้ทราบว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งต้องพิจารณากันต่อไป
ตร.ยันไม่ตั้งข้อหาพธม.ลอยๆ
วันเดียวกัน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนฑ์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชลอ ชูวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตัวแทน บช.ภ.1 พนักงานสอบสวน บก.ภ.จว.สมุทรปราการ บช.น. และ สภ.ราชาเทวะ ร่วมประชุมเร่งรัดการดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ รวมทั้งคดีที่ นพ.เหวง โตจิราการ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ กล่าวโทษว่ายึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งหอบังคับการบิน ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้าย
ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า เมื่อมีผู้มาร้องทุกข์และกล่าวโทษพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องสอบสวนไปตามกระบวนการกฎหมาย โดยจะนำคำสั่งศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 6453/2551 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 มาประกอบการพิจารณา ซึ่งคำสั่งศาลแพ่งได้ระบุว่าการปิดกั้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลแพ่งชี้ขาดไว้เช่นนี้ พนักงานสอบสวนก็ต้องยึดถือตามคำชี้ขาดของศาลว่าการชุมนุมไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และสอบสวนตามขั้นตอน เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
"กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีการด้วยความเป็นธรรมไปตามพยานหลักฐาน จะไม่มีการตั้งข้อหาลอยๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานอย่างเด็ดขาด และแม้ว่าจะถูกดำเนินการแล้ว แต่ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างว่าไม่เป็นความจริงได้ ตำรวจพร้อมจะให้ความเป็นธรรม" พล.ต.อ.จงรักกล่าว
ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรถูกกล่าวโทษให้ดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้าย พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า ความผิดฐานก่อการร้ายเป็นความผิดที่กำหนดขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2546 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ผู้ใดกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำนั้นมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด อันก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน หวาดกลัวในหมู่ประชาชนให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี ซึ่งตั้งแต่มีกฎหมายนี้ยังไม่มีใครเคยถูกกล่าวโทษกระทำผิดฐานนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องสอบสวนว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเข้าองค์ประกอบความผิดฐานนี้หรือไม่ หากเพียงพอก็จะสรุปส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป
สรุปพธม.ยึดสุวรรณภูมิพบอาวุธเพียบ
พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) กล่าวว่า จากการปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการร่วมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน เป็นต้นมา พบว่ามีคดีอาญาที่เกิดขึ้นจำนวนมาก แยกเป็นคดีพยายามฆ่า 3 ราย คดีทำให้เสียทรัพย์ 1 ราย คดีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป 1 ราย คดีมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 3 ราย ของกลาง ได้แก่ อาวุธปืน.357 มม. 1 กระบอก 9 มม. 1 กระบอก 7.65 มม. 1 กระบอก ปืนลูกซองเบอร์ 12 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด.357 มม. 48 นัด ขนาด.38 มม. 2 นัด ขนาด 7.65 มม.8 นัด ขนาด 9 มม. 44 นัด ลูกซองเบอร์ 12 5 นัด
ผบช.ภ.1 กล่าวว่า ยังมีคดีมีวิทยุสื่อสารคมนาคมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 2 ราย คดีทำร้ายร่างกาย/หน่วงเหนี่ยวกักขัง 1 ราย นอกจากนี้ยังตรวจยึดอาวุธและสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธ ได้แก่ แป๊บเหล็กดัดแปลงเป็นอาวุธปืน 8 อัน ขวาน 1 เล่ม ท่อนเหล็ก (กระบอง) 2 อัน มีด 6 เล่ม ตะปูเรือใบ 27 กิโลกรัม ส่วนความเสียหายของฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีดังนี้ รถยนต์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทุบทำลายและเจาะยาง 3 คัน รถยนต์ควบคุมผู้ต้องหาถูกลอบยิง 1 คัน รถยนต์ขนย้ายกำลังของตำรวจถูกทุบและเจาะยาง 10 คัน โล่ตำรวจถูกพันธมิตรเอาไป 27 อัน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 8 แสนบาท ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้ายร่างกาย 3 ราย ถูกหนังสติ๊กยิงศีรษะ 1 ราย ถูกรุมทำร้ายร่างกายและหน่วงเหนี่ยวกักขัง 2 ราย
////////////////////////////////



