ไลฟ์สไตล์

พบเร็ว รักษาได้ ควบคุมได้

พบเร็ว รักษาได้ ควบคุมได้

05 เม.ย. 2554

โรคลมชัก เดิมเชื่อกันว่า เป็นแต่ในเด็ก ประมาณ 1% ส่วนใหญ่มาจากติดเชื่อไข้สมองอักเสบ แท้จริงแล้ว เกิดจากเซลล์สมองเริ่มผิดปกติ เนื่องจากไฟฟ้าในสมอง “สปาร์ค” มากเกินไป จึงทำงานผิดปกติ

 มีสถิติพบว่า เริ่มพบในผู้มีอายุมากกว่าเด็กแล้ว คืออัตราประมาณ 2-3% หรือ 1 ล้านคน ในปัจจุบันที่มีอาการ จากแนวโน้มผู้คนอายุยืนยาวมากขึ้น และมีผลจากโรคประจำตัว อย่างเบาหวาน เส้นเลือดในสมองแตก อุดตัน โรคหัวใจ เป็นต้น ในเอเชียพบว่า มีผู้ป่วยด้วยอาการคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกตินี้อยู่ประมาณ 50 ล้านคน
อาการที่ต้องสังเกต
 1.มีอาการมึนๆ แปลกๆ ไป
 2.แขน ขา ใบหน้าชากระตุกของแขน
 3.คลื่นไส้ ปวดท้อง กลัว หูแว่ว
 4.ภาพหลอน แมลงไต่ตอมทั้งตัว
 5.อารมณ์พฤติกรรมเปลี่ยนใป ใจดีเป็นร้าย
 6.ไปตีกอล์ฟ แต่ไปไหนไม่รู้
 7.มองรถวิ่งเร็วกว่าปกติ
 8.เหม่อลอย ปากขมุบขมิบ หรือเคี้ยวปาก หรือมือเกร็ง หรือขยับมือไปมาอาจคลำตามเสื้อผ้าอย่างไม่รู้ตัว
 9.เคลื่อนไหวแขนขาอย่างไร้จุดหมาย
 10.เกร็งกระตุกทั้งตัว ล้มลง กล้ามเนื้อแข็งเกร็งทั่วทั้งตัว ตาจะเลือกค้าง น้ำลายฟูมปาก กัดลิ้นตนเอง หรือปัสสาวะราด
 ผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก อาจจะถูกวินิจฉัยว่า เป็นอาการของโรคจิต หรือปวดศีรษะปกติทั่วไป หรืออาจจะถูกจับติดเข้าคุกได้ ด้วยพฤติกรรมที่แปลกไปโดยไม่รู้ตัว เช่น เข้าไปในบ้านคนอื่นโดยคิดว่า เป็นบ้านตัวเอง หรือเข้าไปหยิบสินค้าในร้านค้าโดยไม่รู้ตัว 
 ดังนั้น การดูแลผู้ป่วยโรคลมชักนั้น ต้องการการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาให้มีคุณภาพชีวิตปกติเช่นเดียวกับคนทั่วไป เด็กๆ สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนได้ เพียงแต่กินยาป้องกันหรือผู้ที่อยู่ในวัยทำงานก็ประกอบอาชีพได้ตามปกติ เพราะเป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ และแพทย์ยังให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาเมื่อมีอาการชักหรือสงสัยว่ามีอาการชัก เพื่อลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดขึ้นขณะชัก
 ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคลมชักนั้น สามารถตรวจหาจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการชัก (Epileptogenic lesion) ด้วยการตรวจคลื่นสมอง (EEG) โดยการติดสายไฟฟ้าไว้บนศีรษะในตำแหน่งต่างๆ ขณะที่ผู้ป่วยนอนหลับตา ประมาณ 20-30 นาที เครื่องจะบันทึกคลื่นสมองและตรวจหาจุดบนผิวสมองที่ปล่อยไฟฟ้าผิดปกติซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการชักหรือตรวจคลื่นสมองประกอบภาพวีดิทัศน์ (Video EEG Monitoring) ผู้ป่วยจะเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะบันทึกภาพวีดิทัศน์คลื่นสมองของผู้ป่วยด้วยคอมพิวเตอร์ขณะเกิดอาการชัก ทำให้ทราบข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของสมองในขณะกำลังชัก การตรวจนี้ทำให้ตรวจหาจุดที่ก่อให้เกิดอาการชักได้แม่นยำกว่าการตรวจการตรวจคลื่นสมองแบบธรรมดา (EEG)
 ยังมีวิธีการตรวจ Ictal spect การตรวจหาจุดกำเนิดของคลื่นไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดอาการชัก ขณะที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง 24 ชม.พร้อมวีดิทัศน์ โดยจะฉีดสารกัมมันตรังสีเข้าในร่างกายผู้ป่วยทันทีที่มีอาการชัก สารจะเข้าไปจับตรงตำแหน่งของสมองที่ผิดปกติ ที่เป็นจุดกำเนิดของอาการชัก เพื่อผลในการเตรียมผู้ป่วยเพื่อการผ่าตัดรักษาโรคลมชัก
 การตรวจ Interictal PET เป็นการตรวจโดยใช้สารกัมมันตรังสี ฉีดเข้าร่างกายผู้ป่วยในขณะที่ผู้ป่วยไม่มีอาการชัก การตรวจการทำงานของสมอง (Functional mapping) การตรวจสมองด้วย functional mapping ทำให้ทราบว่าสมองส่วนไหนที่ควบคุมร่างกายหรือส่วนไหนที่ไม่มีความสำคัญต่อร่างกาย หากพบแผลเป็นในตำแหน่งที่ไม่อยู่ในส่วนที่สำคัญของร่างกายแพทย์สามารถผ่าตัดเอาส่วนนั้นออกได้เพื่อให้ผู้ป่วยหายโรคลมชักได้
 การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองในผู้ป่วย ICU (ICU monitoring) การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองในผู้ป่วยที่อยู่ใน ICU, CCU ที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับการรู้สึกตัวตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยวิกฤติเทียบเท่าในสหรัฐ
 โชคยังดี ที่โรคคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติ เป็นโรคแรกในสมองที่วงการแพทย์ค้นพบมากกว่า 100 ปี จึง “รักษาได้” มีโอกาสหายขาดได้ถึง 60% แต่ถ้าไม่หายขาด ก็ยังมีวิธีควบคุมได้ ให้ใช้ชีวิตปกติ ทำงาน มีตำแหน่งงานดีๆ สูง ได้ เช่นคนทั่วไป
นพ.โยธิน ชินวลัญช์
โรงพยาบาลกรุงเทพ
โทร.1719